คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563
ฎีกาที่ 2949/2563
หลักกฎหมาย
ความผิดฐานฟอกเงิน โดยรับโอนเงินเพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง และจำหน่ายจ่ายโอน ซึ่งเงินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระอันเป็นความผิดมูลฐานด้วย และฐานสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ผู้กระทำความผิดหาจำต้องเป็นผู้ส่งข้อมูลอินเตอร์เน็ตที่เรียกว่ามัลแวร์เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายจนทำให้มีการโอนเงินโดยอัตโนมัติ หรือหาจำต้องเป็นผู้หลอกหลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินไม่ ทั้งกรณีไม่จำต้องอาศัยความผิดมูลฐานเป็นเงื่อนไขว่าจะต้องดำเนินคดีอาญาในความผิดมูลฐานหรือมีคำพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดมูลฐานเสียก่อน จึงจะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานได้
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 5พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 9พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 60พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 61
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 9, 60, 61 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรา 4, 8, 36, 37 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 264, 265, 267, 268 ให้จำเลยที่ 1 เลิกการประกอบธุรกิจหรือเลิกกิจการและให้เลิกการเป็นผู้ถือหุ้นของคนไทยในบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานตามฟ้อง ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 4 ข้อ 5 และข้อ 6 ส่วนความผิดฐานอื่นนอกนี้ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานตามฟ้อง ข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 และข้อ 6 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีใหม่และจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) (2), 9 วรรคสอง, 60, 61 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรา 36, 37 (ที่ถูก ต้องระบุมาตรา 8 (1) (3) ด้วย) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 264, 265, 267, 268 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 137 (เดิม), 264 (เดิม), 265 (เดิม), 267 (เดิม), 268 วรรคสอง) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นคนต่างด้าวร่วมกันประกอบธุรกิจอันเป็นธุรกิจที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ฐานร่วมกันแจ้งความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (ที่ถูก มาตรา 267 (เดิม)) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 3,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูก มาตรา 265 (เดิม)) ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ฐานเป็นคนต่างด้าวยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นแทนในบริษัทจำกัด เพื่อให้ตนเองประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ความผิดทุกฐานดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละคนละกึ่งหนึ่ง คงลงโทษฐานเป็นคนต่างด้าวร่วมกันประกอบธุรกิจอันเป็นธุรกิจที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ฐานเป็นคนต่างด้าวยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นแทนในบริษัทจำกัด เพื่อให้ตนเองประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ส่วนความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและฐานสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 750,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 554,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี 8 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่ถูก ไม่ต้องระบุมาตรา 30) ให้จำเลยที่ 1 เลิกการประกอบธุรกิจและให้เลิกการเป็นผู้ถือหุ้นของคนไทยในบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว เห็นว่า โจทก์มีนายสุนทรา นิติกรชำนาญการพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการส่วนข้อมูลคดีและมาตรการพิเศษทางกฎหมาย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และนายมเหสักข์ พนักงานสอบสวนชำนาญกา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง