คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 2955/2546
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30,82,91 ตรี ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯมาตรา 30 วรรคหนึ่ง,82 ยกฟ้องข้อหาอื่น จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องทั้งหมด โดยโจทก์ไม่อุทธรณ์ ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 91 ตรี จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและความผิดดังกล่าวมีองค์ประกอบแตกต่างกับความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30,82 ไม่เกี่ยวข้องกัน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 91 ตรี มิได้เป็นส่วนหนึ่งของความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30,82 อันจะทำให้ศาลลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหก ทั้งกรณีไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับฐานความผิดซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสาม มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 91 ตรีได้ เป็นการเกินคำขอไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ดังนั้น เมื่อระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายทั้งสองได้ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ก็ไม่จำต้องสั่งอีก
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 341ป.วิ.อ. 192ป.วิ.อ. 215พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน 30พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน 82พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน 91 ตรี
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4,30, 82, 91 ตรี และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 150,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82, 91 ตรี ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 ยกฟ้องข้อหาอื่น จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องทั้งหมด โดยโจทก์ไม่อุทธรณ์ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและความผิดดังกล่าวมีองค์ประกอบแตกต่างกับความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82 ไม่เกี่ยวข้องกัน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานฯ มาตรา 91 ตรี มิได้เป็นส่วนหนึ่งของความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานฯ มาตรา 30, 82 อันจะทำให้ศาลลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหก ทั้งกรณีไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับฐานความผิดซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ได้ เป็นการเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ดังนั้น แม้ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายทั้งสองได้ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ก็ไม่จำต้องสั่งอีก สำหรับปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยร่วมกับนายวสันต์เผ่าปิติ และนายเดชา เผ่าปิติ กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 โดยจัดหางานให้นายเจนเกิดทอง และนายพาน เกิดทอง คนหางานเพื่อไปทำงานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีหรือไม่ ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังได้ว่า นายเจนและนายพานเป็นพี่น้องกันและเป็นญาติกับนายชวน คล้ายทอง ซึ่งทำงานอยู่ในบริษัทจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศแห่งหนึ่ง จำเลยเช่าร้านค้าของการเคหะแห่งชาติประกอบอาชีพรับจ้างซักรีดและปะเย็บเสื้อผ้าอยู่ในบริเวณแฟลตพิบูลย์วัฒนาติดกับร้านค้าของนายวสันต์และนายเดชา เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2539 นายชวนได้พานายเจนและนายพานไปยังแฟลตพิบูลย์วัฒนา และนายเจนกับนายพานได้พบจำเลยนายวสันต์และนายเดชา แล้วได้สมัครไปทำงานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีโดยยอมเสียเงินค่าบริการเป็นการตอบแทน ต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2539 นายเจนและนายพานได้นำเงินค่าบริการส่วนหนึ่งไปชำระให้แก่นายวสันต์ที่ศูนย์การค้าหลักสี่พลาซ่าโดยจำเลยไปด้วย และลงลายมือชื่อเป็นพยานในหลักฐานการชำระเงินไว้ แล้ววันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยได้พานายเจนและนายพานไปพบนายวสันต์และนายเดชาที่สนามบินดอนเมือง นายเจนและนายพานได้ชำระเงินค่าบริการส่วนที่เหลือให้แก่นายวสันต์ แล้วนายวสันต์และนายเดชาได้จัดให้คนนำทางพานายเจนและนายพานขึ้นเครื่องบินเดินทางไปยังประเทศสาธารณรัฐเกาหลี แต่เมื่อไปถึงปรากฏว่าเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศดังกล่าวไม่ยอมให้นายเจนและนายพานเข้าประเทศและส่งตัวกลับมายังประเทศไทย เห็นว่า นายเจนพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นายชวนเคยติดต่อจัดส่งคนในหมู่บ้านพยานไปทำงานในต่างประเทศมาแล้วหลายรายโดยนายชวนจะเรียกและ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง