คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 2960/2545
หลักกฎหมาย
แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีอำนาจในการที่จะสั่งถอดถอนกรรมการ ผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทที่ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ใดภายใต้เงื่อนไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ทวิ ที่แก้ไขแล้วก็ตาม แต่คำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ให้ถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด เป็นการกระทำที่ไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไป จึงเป็นการเลิกจ้างโจทก์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 วรรคสอง และคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีผลเป็นการเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวถือว่าเป็นมิตของที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด ตามวรรคท้ายของบทบัญญัติข้างต้นด้วย คำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีผลเป็นว่าบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด ผู้เป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์ผู้เป็นลูกจ้าง การที่จำเลยยกปัญหาขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ซึ่งยังมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 57 ทวิประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน 46ป.วิ.พ. 225พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 31
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยชื่อธนาคารสหธนาคาร จำกัด ภายหลังได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ต่อมากระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยให้บริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด และบริษัทเงินทุนอื่นอีก ๑๑ บริษัท โอนสินทรัพย์และหนี้สินให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และให้โอนสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ต่อให้จำเลย เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งถอดถอนกรรมการเดิมของบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด และแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการเพื่อรับผิดชอบดำเนินงานคือโจทก์ ส และ อ โดยให้มีผลทันทีนับแต่วันมีคำสั่ง ซึ่งตามกฎหมายถือว่าเป็นมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์จึงเข้าปฏิบัติงานในฐานะลูกจ้างบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด โดยถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย และถูกหักเงินสมทบนำส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคม ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งซึ่งถือว่าเป็นมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นตาม ป.พ.พ. ให้ถอดถอนกรรมการผู้จัดการบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด ๕ คน รวมทั้งโจทก์ โดยโจทก์มิได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า และให้บริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด ไปจดทะเบียนถอดถอนกรรมการทั้งห้า คำสั่งดังกล่าวจึงถือเป็นการแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ของบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด เมื่อจำเลยรับโอนสินทรัพย์และหนี้สินจากบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด จำเลยจึงต้องรับโอนไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ของบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด ด้วย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นบริษัทมหาชน จำกัด เดิมชื่อธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ต่อมากระทรวงการคลังได้ให้ความเห็นชอบในการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนอื่นอีก ๑๒ แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด โจทก์กับจำเลยมิได้มีนิติสัมพันธ์ระหว่างกันในฐานะนายจ้างลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ เนื่องจากโจทก์ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด โดยมิได้มีการคัดเลือกจากผู้ถือหุ้น มิได้อยู่ในตำแหน่งตามวาระ ไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาและไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของบริษัทเงินทุน จำกัด หากก่อให้เกิดความเสียหายบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด ก็ไม่สามารถปลดหรือเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ถูกแต่งตั้งและถอดถอนโดยธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด ไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องหรือดำเนินการใด ๆ โจทก์ดำเนินงานภายใต้กฎระเบียบข้อบังคับของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนการที่บริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด หักภาษี ณ ที่จ่าย และค่าประกันสังคมจากโจทก์ เพราะโจทก์มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด บริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด จึงไม่ใช่นายจ้างของโจทก์ โจทก์ชอบที่จะเรียกร้องจากธนาคารแห่งประเทศไทย การที่บริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด โอนสินทรัพย์และหนี้สินให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และโอนต่อมาให้จำเลยตามประกาศกระทรวงการคลังนั้นเป็นการโอนเฉพาะทรัพย์สิน และหนี้สิน ไม่รวมถึงบุคลากร จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง โจทก์จำเลยไม่สืบพยานแต่ยื่นคำแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกัน ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทำงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด ไม่ใช่เป็นลูกจ้างจำเลย แต่ขณะฟ้องคดีจำเลยได้รับโอนสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด มาเป็นของจำเลยแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยแต่งตั้งและถอดถอนโจทก์ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗ ทวิ วรรคห้า ที่แก้ไขแล้ว ซึ่งบัญญัติให้ถือว่าการ แต่งตั้งถอดถอนดังกล่าวเป็นมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นตาม ป.พ.พ. ดังนั้นการถอดถอนโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด เมื่อเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิดและจำเลยเป็น ผู้รับโอนสินทรัพย์และหนี้สินมาจากบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการ บอกกล่าว ล่วงหน้าให้โจทก์ พิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชย และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ย แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีอำนาจตามกฎหมายที่จะสั่งถอดถอนกรรมการผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทที่ประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์หรือธุรกิจเครดิต ฟองซิเอร์ใดภายใต้เงื่อนไขของบทบัญญัติข้างต้นก็ตาม แต่คำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับลงวันที่ ๑๗ พฤษภาคม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง