ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547

ฎีกาที่ 2969/2547

หลักกฎหมาย

ป.รัษฎากร มาตรา 88 (เดิม) และมาตรา 87 (3) (เดิม) ซึ่งเกี่ยวกับภาษีการค้าได้กำหนดขั้นตอนให้เจ้าพนักงานประเมินต้องแจ้งการประเมินให้ผู้เสียภาษีทราบโดยระบุให้ทำเป็นหนังสือ จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานประเมินต้องแจ้งการประเมินเป็นหนังสือแก่ผู้เสียภาษีว่าจะต้องเสียภาษีประเภทใด เป็นเงินเท่าใด เพื่อให้ผู้เสียภาษีมีโอกาสตรวจสอบและโต้แย้งโดยการอุทธรณ์การประเมิน ดังนั้น การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานจะสมบูรณ์และเกิดหนี้ที่ผู้เสียภาษีอากรต้องชำระก็ต่อเมื่อได้มีหนังสือแจ้งการประเมินแก่ผู้เสียภาษีอากรโดยชอบแล้ว การแจ้งการประเมินเป็นหนังสือจึงต้องกระทำให้เสร็จสมบูรณ์ภายในอายุความ จำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2532 เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 ประเมินให้จำเลยชำระภาษีการค้าเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2533 แต่มิได้แจ้งการประเมินดังกล่าวแก่จำเลย เพิ่งมีหนังสือแจ้งการประเมินในวันที่ 4 สิงหาคม 2542 และส่งให้จำเลยทราบได้ในวันที่ 2 ธันวาคม 2542 จึงเป็นการแจ้งการประเมินเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการการค้า ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 88 ทวิ (2) (เดิม) การประเมินภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยนำเข้ารถยนต์พิพาทโดยสำแดงรุ่นไม่ถูกต้องไม่ได้เกิดจากการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของโจทก์ที่ 1 ที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใด ๆ จึงมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันนำของเข้า ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคสาม จำเลยนำรถยนต์คันพิพาทเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2532 และยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2532 แต่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2543 จึงเกิน 10 ปี นับแต่วันนำเข้า ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีศุลกากรจึงขาดอายุความ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๒ จำเลยได้นำเข้ารถยนต์เก่าใช้แล้วยี่ห้อเรนจ์โรเวอร์ รุ่นปี ๑๙๘๑ และในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๒ จำเลยได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้า ต่อมาวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๓๓ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ ตรวจพบว่ารถยนต์ที่จำเลยนำเข้ามาเป็นรุ่นที่ผลิตในปี ๑๙๘๖ แต่จำเลยสำแดงเป็นรถรุ่นปีผลิต ๑๙๘๑ เพื่อหลีกเลี่ยงการชำระอากรจึงประเมินราคารถยนต์ใหม่ เมื่อหักกับเงินภาษีที่จำเลยชำระไว้แล้ว จำเลยต้องชำระภาษีอากรเพิ่มเติมรวมเป็นเงิน ๒,๑๑๐,๔๘๖ บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรที่ขาดให้ครบถ้วนแต่จำเลยไม่ชำระ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ จึงประเมินภาษีอากรและแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบ เป็นเงินภาษีอากรที่ต้องชำระทั้งสิ้น ๔,๒๗๘,๔๕๖ บาท จำเลยรับทราบการประเมินแล้วไม่ชำระค่าภาษีอากรและไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านหรือโต้แย้งการประเมิน จำนวนเงินภาษีซึ่งประเมินไว้จึงถือเป็นจำนวนเด็ดขาดและถือเป็นหนี้ภาษีอากรค้างชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๔,๒๗๘,๔๕๖ บาท แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การว่า ในการประเมินพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ ไม่ได้มีหมายเรียกผู้นำเข้ามาไต่สวนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งให้ไปทำความตกลงและให้ชำระภาษีอากร จำเลยจึงไม่อาจอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านได้ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะไม่ได้ฟ้องภายในกำหนดเวลา ๑๐ ปี นับแต่วันที่ผู้นำเข้าได้นำรถยนต์เข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๒ และได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๒ การประเมินภาษีอากรเพิ่มเติมเมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๓๓ เป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่อาจเริ่มนับอายุความหรือทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียก ว. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่าถ้าหากศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยอาจฟ้อง ว. เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนได้ ศาลภาษีอากรกลางอนุญาต จำเลยร่วมให้การว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองขาดอายุความเพราะไม่ได้ฟ้องคดีภายในอายุความ ๑๐ ปี นับแต่วันนำของเข้าสำเร็จ ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑,๐๒๖,๕๐๑ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ และให้ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๕,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ร่วมกันใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก โจทก์ทั้งสอง จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้นำเข้ารถยนต์ของจำเลยร่วมยี่ห้อเรนจ์โรเวอร์คันพิพาทตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าซึ่งได้ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๒ และชำระค่าภาษีอากรตามจำนวนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ ประเมิน กับวางเงินประกันค่าอากรสำหรับเครื่องปรับอากาศไว้เป็นเงิน ๑๐๗,๐๐๐ บาท รถยนต์คันพิพาทนำเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๒ โดยสำแดงว่าเป็นรถรุ่นปี ๑๙๘๑ หลังนำเข้ามาแล้วจำเลยร่วมขายรถคันพิพาทให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมาวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๓๓ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ ตรวจพบว่ารถยนต์คันพิพาทควรเป็นรถรุ่นปี ๑๙๘๖ จึงทำการประเมินราคารถคันพิพาทและค่าอากรใหม่เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๓ แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ ไม่อาจติดต่อจำเลยให้มาทำความตกลงชำระค่าอากรที่ขาดและระงับคดีได้ จึงมีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการสอบสวนกรณีความผิดของจำเลยฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากร แต่ในที่สุดพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องตามที่พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนเสนอ ครั้นวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๒ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ จึงทำการประเมินภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ และแจ้งการประเมินให้จำเลยที่ ๑ ทราบเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าภาษีอากรดังกล่าวและมิได้อุทธรณ์คัดค้านภายในกำหนด มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า การประเมินภาษีอากรที่เรียกเก็บเพิ่มตามฟ้องและการแจ้งการประเมินของโจทก์ที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในปัญหานี้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ ทำการประเมินและแจ้งการประเมินภาษีอากรที่ขาดเมื่อพ้นกำหนดเวลา ๑๐ ปี ที่เจ้าพนักงานประเมินจะมีอำนาจประเมินได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๘๘ ทวิ (๒) การประเมินภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลซึ่งเรียกเก็บเพิ่มขึ้นของเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ ๑ จึงไม่ชอบ แต่สำหรับการประเมินภาษีศุลกากรนั้น ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ ไม่มีบทบัญญัติให้เจ้าพนักงานประเมินต้องมี
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2969/2547 · ทนอย Thanoy