ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561

ฎีกาที่ 3/2561

หลักกฎหมาย

สัญญารถขนส่งสินค้ามีผลผูกพันคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเป็นเวลา 3 ปี โดยอัตราค่าขนส่งยึดตามตารางกำหนดราคาน้ำมันแนบท้ายสัญญา ซึ่งเป็นสาระสำคัญและเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งของสัญญา การที่จำเลยปรับเปลี่ยนอัตราค่าขนส่งโดยจัดทำช่วงราคาน้ำมันขึ้นใหม่จากเดิมปรับทุกช่วงราคา 2 บาท ต่อลิตร เป็นปรับทุกช่วงราคา 3.50 บาท ต่อลิตร ย่อมทำให้โจทก์เสียหาย และข้อตกลงในสัญญาก็ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงใดให้จำเลยปรับเปลี่ยนอัตราค่าขนส่งให้แตกต่างจากอัตราค่าขนส่งแนบท้ายสัญญาได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย การที่จำเลยขอยุติสัญญารถขนส่งสินค้าจึงไม่สามารถกระทำได้ ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 14,027,055.73 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยไม่ยื่นคำให้การแก้คดีภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบฝ่ายเดียว ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยมาศาลและยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลย ศาลชั้นต้นไม่มีคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว เนื่องจากเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาถือได้ว่าอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยฉบับดังกล่าว เป็นคำโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน (ค่าเสียหาย) 2,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ (เท่า) ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามอัตราและวันที่ศาลชั้นต้นกำหนด นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่จำเลยเสียเกินมาเป็นเงิน 2,752 บาท แก่จำเลย กับให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2558 ของจำเลยจำนวน 200 บาท แก่จำเลยด้วย ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2555 จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างให้โจทก์ขนสินค้าประเภทแป้งสาลีเป็นเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 โดยกำหนดให้ขนส่งสินค้าแป้งสาลีขนาด 22.5 กิโลกรัมต่อถุง คิดค่าจ้างตามระยะทาง ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และประเภทของรถบรรทุกที่ใช้ขนส่ง ต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2558 จำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญารถขนส่งสินค้ากับโจทก์ ส่วนโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558 ทวงถามค่าเสียหายและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลย ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ได้ตรวจสำนวนแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2558 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดเวลาที่จำเลยจะต้องยื่นคำให้การแก้คดี นายเอกนรินทร์ ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การจำเลยออกไปถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2558 โดยอ้างเหตุว่า ทนายจำเลยเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นทนายความและเพิ่งได้รับสำนวนคดีนี้จากผู้บริหารของบริษัทจำเลย ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของทนายจำเลยแล้วได้ใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ขยายระยะเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การได้ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2558 โดยทนายจำเลยได้ลงลายมือชื่อที่ท้ายคำร้องในหน้าแรกว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันกับที่ทนายจำเลยยื่นคำร้อง จึงต้องถือว่าทนายจำเลยทราบคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวโดยชอบแล้ว ที่ทนายจำเลยเบิกความในชั้นไต่สวนคำร้องอ้างว่า จำเลยไม่มีเจตนาหรือจงใจจะไม่ยื่นคำให้การ แต่เกิดจากความผิดหลงและเข้าใจคลาดเคลื่อนของทนายจำเลย เพราะทนายจำเลยไม่ได้มาตรวจสำนวนคดี แต่ได้สอบถามเกี่ยวกับคำสั่งศาลชั้นต้นทางโทรศัพท์ (จากเจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้น) และได้รับแจ้งว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นคำให้การได้ถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2558 ตามที่ทนายจำเลยระบุในคำร้อง เห็นว่า ทนายจำเลยกล่าวอ้างแบบลอย ๆ ว่าได้โทรศัพท์สอบถามเกี่ยวกับคำสั่งศาล แต่ทนายจำเลยไม่ได้ระบุว่าสอบถามกับเจ้าหน้าที่ศาลผู้ใด หากมีการโทรศัพท์สอบถามจริง ทนายจำเลยต้องสอบถามว่า ติดต่อกับเจ้าหน้าที่คนใด ต้องสอบถาม ชื่อ-นามสกุล ไว้เป็นหลักฐาน เพื่อใช้เป็นหลักฐานในกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้น การที่ทนายจำเลยไม่สามารถระบุว่าได้โทรศัพท์ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ศาลคนใด แสดงว่าทนายจำเลยไม่ได้โทรศัพท์สอบถามเรื่องวันนัด การที่ทนายจำเลยไม่ไปตรวจสำนวนศาลเรื่องวันนัดขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ถือว่าเป็นความผิดของทนายจำเลยที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เป็นความผิดของทนายจำเลย มิใช่เป็นความผิดของจำเลย จำเลยไม่น่าจะต้องรับผลจากความผิดพลาดของทนายจำเลย เห็นว่า จำเลยได้ตกลงมอบหมายให้ทนายคว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3/2561 · ทนอย Thanoy