คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 30/2540
หลักกฎหมาย
พยานโจทก์ชั้นสืบสวนและจับกุมเบิกความถึงการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจที่ได้ทำการสืบสวนและจับกุมจำเลยทั้งสี่ซึ่งมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเฮโรอีนอย่างละเอียดทุกขั้นตอนทั้งสอดคล้องต้องกันไม่มีพิรุธใดๆเมื่อถูกจับกุมแล้วจำเลยทั้งสี่ต่างก็ให้การรับสารภาพและเขียนบันทึกคำรับสารภาพซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวด้วยลายมือของตนเองให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมด้วยอีกทั้งพนักงานสอบสวนซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมก็เบิกความยืนยันว่าเมื่อแจ้งข้อหาให้จำเลยทั้งสี่ทราบได้แจ้งด้วยว่าจำเลยทั้งสี่จะให้การหรือไม่ให้การหรือจะให้การอย่างไรก็ได้แต่จำเลยทั้งสี่ก็ได้ให้การรับสารภาพตนจึงพิมพ์คำให้การของจำเลยทั้งสี่ตามคำบอกเล่าของจำเลยทั้งสี่และในชั้นพิจารณาของศาลจำเลยที่3ก็ให้การรับสารภาพทั้งจำเลยที่1ที่2และที่4ยังนำสืบข้อเท็จจริงรับว่าจำเลยทั้งสี่ได้มีการพบปะติดต่อกันจริงในวันเกิดเหตุเจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์เชื่อว่าจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2535เวลากลางคืน หลังเที่ยง จำเลยทั้งสี่กับนายสายันต์ เกตุชราซึ่งเป็นเยาวชนและได้แยกไปดำเนินคดีที่ศาลจังหวัดลำพูน ได้ร่วมกันมีเฮโรอีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงในประเภท1 น้ำหนัก 4,223 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 3,420 กรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลศรีภูมิและตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่จังหวัดเชียงใหม่ กับอำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เกี่ยวพันกันเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสี่และนายสายันต์ได้พร้อมด้วยเฮโรอีนที่จำเลยทั้งสี่กับพวกมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน บ-8105 อุบลราชธานี รถยนต์หมายเลขทะเบียนน-5808 สิงห์บุรี และเครื่องวิทยุติดตามตัวโฟนลิ้งค์ หมายเลขเครื่อง 364703 อันเป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันใช้ในการกระทำความผิดโดยใช้เป็นยานพาหนะและเครื่องมือสื่อสารในการติดต่อซื้อขายและขนส่งเฮโรอีนที่จำเลยทั้งสี่กับพวกมีไว้เพื่อจำหน่าย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3,30, 31 2 มาตรา 83 ริบเฮโรอีนของกลางและริบรถยนต์กับเครื่องวิทยุติดตามตัวโฟนลิ้งค์ของกลางเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4ให้การปฎิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง,102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 3ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 (2) คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 30 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52(1) คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ตลอดชีวิต ริบเฮโรอีนของกลาง และให้ริบรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุหมายเลขทะเบียน บ-8105 อุบลราชธานีและรถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้าหมายเลขทะเบียน น-5808 สิงห์บุรีกับวิทยุติดตามตัวโฟนลิ้งค์หมายเลขเครื่อง 364703 ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534มาตรา 30, 31 จำเลย ที่ 1 ที่ 2 และ ที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลย ที่ 1 ที่ 2 และ ที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่าเมื่อวันที่6 พฤศจิกายน 2535 มีสายลับมาแจ้งข่าวแก่พันตำรวจโทอวยพร จินตกานนท์ ที่สำนักงานปราบปรามยาเสพติดจังหวัดเชียงใหม่ว่า มีกลุ่มพ่อค้ายาเสพติดจะลักลอบขนเฮโรอีนจากจังหวัดเชียงใหม่ไปส่งลูกค้าแถบจังหวัดชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก โดยสายลับแจ้งด้วยว่ากลุ่มพ่อค้าดังกล่าวเป็นคนตำบลวังใหม่ อำเภอวังน้ำเย็นจังหวัดปราจีนบุรี มีนายสมนึก ลีศรี จำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้ามีลูกน้องคือ นายวรรณพ ต๊ะนวล จำเลยที่ 2 นายปรีชา สัญญาจำเลยที่ 3 นายธงชัย ประศรีพัฒน์ จำเลยที่ 4 และนายสายันต์เกตุชรา บุคคลเหล่านั้นพักอยู่ที่ห้องพักเลขที่ 305 รัชยาแมนชั่นอำเภอเมืองเชียงใหม่ และใช้รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ-8105อุบลราชธานี เป็นยานพาหนะ โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคนในพื้นที่และพักอยู่ที่ห้องพักเลขที่ 7 หอพักเรือนคำ ถนนทุ่งเวสาลีอำเภอเมืองเชียงใหม่ เป็นคนจัดหาเฮโรอีนมาให้ ขณะที่แจ้งจำเลยที่ 1 ได้ไปที่จังหวัดชลบุรีเพื่อรับเงินค่าเฮโรอีนดังกล่าวมาจ่ายให้จำเลยที่ 2 พันตำรวจโทอวยพร จึงให้พันตำรวจตรีดุษฎี อารยวุฒิ ไปดำเนินการสืบสวนและติดตามคนกลุ่มนี้ไว้ ซึ่งพันตำรวจตรีดุษฎีได้สั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาติดตามความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาพร้อมถ่ายรูปไว้ ต่อมาวันที่ 12พฤศจิกายน 2535 สายลับคนเดิมมาพบพันตำรวจโทอวยพรและพันตำรวจตรีดุษฎีแจ้งว่าจำเลยที่ 1 กลับมาจากจังหวัดชลบุรีแล้วและพักอยู่ที่บ้านเลขที่ 268/11 ถนนทุ่งโฮเต็ล ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านภรรยาน้อย จำเลยที่ 2จะมาพบจำเลยที่ 1 ในวันดังกล่าวเพื่อตกลงกันเรื่องการส่งมอบเฮโรอีน เมื่อตกลงกันได้เรียบร้อยแล้วจำเลยที่ 1 จะแจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบทางวิทยุติดตามตัวโฟนลิ้งค์ หมายเลขเครื่อง364703 เพื่อให้จำเลยที่ 3 มารับจำเลยที่ 1 ไปจัดการเกี่ยวกับเงินค่าเฮโรอีน และในคืนวันดังกล่าวจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับนายสายันต์จะไปรับเฮโรอีนที่อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะรออยู่ที่ร้านอาหารในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่เพื่อรอฟังข่าวจากจำเลยที่ 3 ซึ่งจะแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบทางวิทยุติดตามตัวหมายเลขดังกล่าวว่าได้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง