ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538

ฎีกาที่ 301/2538

หลักกฎหมาย

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา97ให้สิทธิคู่ความฝ่ายหนึ่งจะอ้างคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพยานของตนได้ดังนั้นการที่โจทก์อ้างจำเลยที่2เป็นพยานโจทก์และจะนำสืบเมื่อใดก็ได้แล้วแต่โจทก์จะเห็นสมควรไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์กล่าวในคำฟ้องว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากป.ขณะนั้นโจทก์เป็นบุคคลต่างด้าวจึงไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้แต่ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากบริษัทย. จำกัดซึ่งมีจำเลยที่2ถือกรรมสิทธิ์แทนนั้นเป็นการนำสืบเพื่อให้เห็นว่าโจทก์เป็นบุคคลต่างด้าวซื้อที่ดินพิพาทจากบุคคลภายนอกโดยจำเลยที่2เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดแทนโจทก์นั่นเองไม่เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นส่วนที่ว่าโจทก์ซื้อมาจากใครเป็นรายละเอียดไม่ทำให้การนำสืบของโจทก์ต้องเสียไป ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีโจทก์เป็นบุคคลมีสัญชาติไทยจึงเชื่อว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องเอาคืนที่ดินของโจทก์ที่จำเลยที่2ถือกรรมสิทธิ์แทนได้ส่วนการที่โจทก์อ้างจำเลยที่2เป็นพยานก็เนื่องจากกฎหมายให้สิทธิไว้การฟ้องคดีและการดำเนินคดีของโจทก์ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับจึงเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ในขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากบริษัทย. จำกัดโจทก์เป็นบุคคลต่างด้าวนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทจึงต้องห้ามชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา86และตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา113เดิม(มาตรา150ที่แก้ไขใหม่)แต่ผลของการที่นิติกรรมเป็นโมฆะดังกล่าวไม่ทำให้นิติกรรมเสียเปล่าไปยังคงมีผลตามกฎหมายอยู่แต่โจทก์ไม่มีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทต้องจัดการจำหน่ายตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา94และการบังคับให้จำหน่ายดังกล่าวหมายความเฉพาะที่ดินพิพาทเท่านั้นไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างพิพาทด้วยเพราะคนต่างด้าวไม่ต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างแต่ประการใด

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า ขณะที่โจทก์เป็นคนต่างด้าว โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 2892 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 782 จากนายประยูรโดยโจทก์ตกลงกับจำเลยทั้งสองว่าให้จำเลยที่ 2 ภริยาจำเลยที่ 1ซึ่งมีสัญชาติไทยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินแทนโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ตามกฎหมายและเมื่อได้รับแจ้งจากโจทก์ จำเลยทั้งสองจะต้องโอนที่ดินในทางทะเบียนให้โจทก์ วันที่ 18 สิงหาคม 2520 นายประยูรได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 นับจากนั้นโจทก์ได้เข้าครอบครองดูแลรักษาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์ตลอดมา ต่อมาประมาณปี 2528 โจทก์ได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาทั้งยังเรียกร้องเอาเงินจากโจทก์เป็นจำนวนมาก โจทก์จึงมอบให้ทนายความทวงถามให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามสัญญา แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอศาลพิพากษาแสดงว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาหากไม่อาจบังคับได้ ขอให้จำหน่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่บุคคลภายนอก โดยโจทก์เป็นผู้จัดการจำหน่ายและให้โจทก์มีสิทธิในเงินที่จำหน่ายโดยให้ถือว่าเป็นการขอให้จำหน่ายที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94, 96 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา หากไม่อาจบังคับได้ ให้จำเลยทั้งสองใช้ราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 3,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท จำเลยทั้งสองไม่เคยถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นของบริษัทยงสิน (ประเทศไทย)จำกัด มีนายประยูร เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน ต่อมาบริษัทดังกล่าวได้กู้ยืมเงินจำเลยทั้งสอง โดยมีที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นประกัน ครั้งวันที่ 18 สิงหาคม 2520 บริษัทดังกล่าวจึงได้โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้จำเลยที่ 2 เป็นการชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถาม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและค่าเสียหายขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท จำเลยที่ 2 ไม่เคยตกลงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์เดิมที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นของบริษัทยงสิน (ประเทศไทย) จำกัด มีนายประยูรเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน ต่อมาบริษัทดังกล่าวประสบการขาดทุนได้ขอความช่วยเหลือด้านการเงินจากจำเลยทั้งสองโดยมีโฉนดที่ดินพิพาทวางเป็นประกันครั้นวันที่ 18 สิงหาคม 2520 บริษัทดังกล่าวได้โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้จำเลยที่ 2 เป็นการชำระหนี้ จำเลยที่ 2เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ไม่เคยได้รับการบอกกล่าวทวงถามจากโจทก์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงแล้วฟังว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นของโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าว ประการที่สอง จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริตโดยใช้สิทธิอ้างจำเลยที่ 2 เป็นพยานโจทก์ให้เบิกความเป็นพยานโจทก์ก่อนพยานอื่นหรือไม่ เห็นว่า ประเด็นข้อนี้ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยแต่ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียเลย โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก เห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 97 บัญญัติว่า "คู่ความฝ่ายหนึ่งจะอ้างคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพยานของตนหรือจะอ้างตนเองเป็นพยานก็ได้" เมื่อกฎหมายบัญญัติให้สิทธิไว้เช่นนี้ ดังนั้นการที่อ้างจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานฝ่ายโจทก์ และจะนำสืบเมื่อใดก็ได้แล้วแต่โจทก์จะเป็นสมควรไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ประการที่สาม จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายประยูร โยธาวุธ ขณะนั้นโจทก์เป็นบุคคลต่างด้าวจึงไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้ แต่ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากบริษัทยงสิน (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์แทนเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น เห็นว่า จุดประสงค์ก็คือโจทก์เป็นบุคคลต่างด้าวซื้อที่ดินพิพาทมาจากบุคคลภายนอกโดยจำเลยที่ 2เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง