คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 3010/2552
หลักกฎหมาย
จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจธนาคาร การจ่ายเงินตามเช็คเป็นธุรกิจอย่างหนึ่งซึ่งต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำจึงย่อมมีความชำนาญในการตรวจสอบรายการในเช็คว่าถูกต้องหรือไม่ยิ่งกว่าบุคคลธรรมดาทั้งจะต้องมีความระมัดระวังในการจ่ายเงินตามเช็คยิ่งกว่าวิญญูชนทั่ว ๆ ไป การที่จำเลยจ่ายเงินตามเช็คบางฉบับให้แก่ผู้นำมาเรียกเก็บเงินไปโดยที่ในเช็คมีความพิรุธปรากฏอยู่ จึงเป็นการขาดความระมัดระวังของจำเลยเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันเป็นการกระทำละเมิดและผิดสัญญาฝากทรัพย์ต่อโจทก์ จำเลยจะยกข้อตกลงยกเว้นความรับผิดตามที่ระบุไว้ในคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันมาอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 373 แต่เมื่อเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยการกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใดนั้นจึงต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณข้อสำคัญคือความเสียหายเกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไรเมื่อความพิรุธในเช็คที่น่าจะตรวจสอบพบมีหนึ่งในสาม ส่วนอีกสองในสามมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ไม่ประจักษ์ในข้อสำคัญ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หนึ่งในสามส่วนของความเสียหายที่โจทก์ได้รับ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการธนาคารรับฝากเงินจากลูกค้าและประชาชนทั่วไป ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสีลม เป็นสาขาของจำเลย โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันไว้กับสาขาสีลมของจำเลยโดยตกลงกันว่า การเบิกจ่ายเงินจากบัญชีโจทก์ต้องใช้เช็คในการเบิกจ่ายและเมื่อมีผู้นำเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายเรียกเก็บเงินจากจำเลย จำเลยมีหน้าที่ตรวจสอบเช็คทุกฉบับที่มีผู้นำไปเรียกเก็บเงินว่าถูกต้องไม่มีการแก้ไขก่อนที่จำเลยจะหักทอนเงินจากบัญชีของโจทก์เพื่อจ่ายเงินแก่ผู้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินนั้น เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 จำเลยแจ้งให้พนักงานของโจทก์ไปรับเช็คจำนวน 2 ฉบับ ที่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงิน เช็คดังกล่าวเป็นเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ทางการค้าของโจทก์ซึ่งมีการแก้ไขจำนวนเงินในเช็คให้สูงกว่าความเป็นจริงโดยมีการเติมตัวเลขที่หน้าตัวเลขเดิมและเติมตัวอักษรจำนวนเงินที่หน้าตัวอักษรจำนวนเงินเดิมให้จำนวนเงินสั่งจ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งตัวอักษรที่เติมมีลักษณะลีบเล็กกว่าตัวอักษรที่เขียนไว้เดิมสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า นอกจากนี้โจทก์ได้ตรวจสอบเช็คที่โจทก์ออกให้แก่เจ้าหนี้ทางการค้าของโจทก์ย้อนหลังไปอีกพบว่า มีการแก้ไขรายการในเช็คด้วยวิธีการดังกล่าวอีกจำนวน 76 ฉบับ นำไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยและจำเลยได้หักทอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันของโจทก์และจ่ายเงินไปตามเช็คทุกฉบับนั้นแล้ว ต่อมาโจทก์แจ้งความให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ที่ปลอมแปลงเช็คของโจทก์และศาลพิพากษาลงโทษผู้ปลอมแปลงแล้ว ส่วนจำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจธนาคารซึ่งต้องมีความระมัดระวังในการจ่ายเงินตามเช็คยิ่งกว่าวิญญูชนทั่วไปแต่กลับประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวที่มีรอยแก้ไขเห็นได้ด้วยตาเปล่าไป เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องจ่ายเงินสูงกว่าความเป็นจริงเป็นเงิน 6,610,000 บาท เป็นการละเมิดและผิดสัญญาฝากทรัพย์ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยให้ชำระเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ทราบการละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 411,745.50 บาท รวมเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเงิน 7,021,745.50 บาท ขอใช้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 7,021.745.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 6,610,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า พนักงานของจำเลยปฏิบัติหนี่ตรวจสอบความถูกต้องของเช็คจำนวน 76 ฉบับ ตามฟ้องโดยรอบคอบและใช้ความระมัดระวังมิได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด เช็คทุกฉบับสมบูรณ์และการจ่ายเงินตามเช็คเป็นไปตามทางการค้าโดยสุจริต จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ความเสียหายเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์เองที่ไม่ใช้ความระมัดระวังในการสั่งจ่ายเช็ค เป็นเหตุให้นางสาวกาญจนาพนักงานของโจทก์กระทำการทุจริต กรณีตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่เรื่องผิดสัญญาฝากทรัพย์ หากแต่เป็นเรื่องละเมิด โจทก์มิได้ฟ้องภายใน 1 ปี จึงขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความให้ 7,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 4,406,666.67 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวนดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลเป็นเงิน 10,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉันว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยสาขาสีลม ประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน การจ่ายเงินจากบัญชีดังกล่าวก็โดยการใช้เช็คที่โจทก์ออกให้แก่ผู้อื่นแล้วผู้นั้นนำไปเรียกเก็บเงินจากจำเลย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 จำเลยแจ้งให้พนักงานของโจทก์ไปรับเช็คคืนจำนวน 2 ฉบับ ที่โจทก์ออกให้แก่เจ้าหนี้ในทางการค้าของโจทก์ แต่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อโจทก์รับคืนเช็คมาตรวจสอบแล้วพบว่ามีการแก้ไขจำนวนเงินในเช็คทั้งสองฉบับโดยการเติมตัวเลขและตัวอักษรลงข้างหน้าตัวเลขและตัวอักษรเดิมให้มีจำนวนเงินสูงขึ้นกว่าจำนวนเงินเดิม โจทก์ตรวจสอบเช็คที่โจทก์ออกให้แก่เจ้าหนี้ในทางการค้าย้อนหลังไป พบว่ามีการกระทำด้วยวิธีการดังกล่าวในเช็คอีก 76 ฉบับ รวมเป็นเงินที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม 6,610,000 บาท ซึ่งในขณะนั้นนางสาวกาญจนาเป็นพนักงานบัญชีของโจทก์ ต่อมาพนักงานอัยการดำเนินคดีแก่นางสาวกาญจนาฐานทำให้เสียทรัพย์ ปลอมและใช้เอกสารปลอม นางสาวกาญจนาให้การรับสารภาพ ศาลจังหวัดมีนบุรีพิพากษาจำคุ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง