คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2533
ฎีกาที่ 3011/2533
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อได้ลงลายมือชื่อกำกับชื่อผู้มีสิทธิรับเงินคนเดิมที่จำเลยที่ 1 ขีดฆ่าออกและลงลายมือชื่อกำกับชื่อที่พิมพ์หรือเขียนแทนลงไปใหม่ กับได้ลงลายมือชื่อสั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจ่ายเงินในคำขอรับคืนต้นเงินและดอกเบี้ยพันธบัตรตามที่จำเลยที่ 1 นำเสนอ การที่จำเลยที่ 1 กับพวกสามารถทุจริตและนำเงินไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวได้ เพราะจำเลยที่ 2 ที่ 3ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นผู้บังคับบัญชาได้ลดขั้นตอนการตรวจสอบ ให้จำเลยที่ 1 เสนอคำขอต่อจำเลยที่ 2 ที่ 3 โดยตรงไม่ต้องผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้นอันเป็นการเสี่ยงต่อการทุจริตแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำขอรับคืนต้นเงินและดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล คำฟ้องของโจทก์เป็นการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่ปฏิบัติหน้าที่โดยละเอียดรอบคอบ ไม่จัดให้มีการตรวจสอบเป็นขั้นตอนตามลำดับชั้นว่าการขีดฆ่าและเปลี่ยนแปลงชื่อผู้มีสิทธิรับเงินตามพันธบัตรรัฐบาลนั้นถูกต้องหรือไม่ แต่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ลงลายมือชื่อโดยไม่ใช้ความระมัดระวัง ก่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ และทางพิจารณาโจทก์ก็นำสืบเพื่อให้ศาลเห็นว่ามีขั้นตอนในการตรวจสอบมากมาย แต่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่ได้ตรวจสอบเลยและจำเลยที่ 2 ที่ 3 ประมาทเลินเล่อไม่ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบและได้เซ็นชื่อตามที่จำเลยที่ 1 กากบาทไว้ให้เซ็นเท่านั้น เช่นนี้แม้ไม่มีระเบียบเป็นลายลักษณ์อักษรกำหนดขั้นตอนในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการขอคืนต้นเงินและดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลของผู้ใช้ไฟฟ้าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ก็อาจจะต้องรับผิดตามฟ้องโจทก์ได้ เพราะจำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ควบคุมการทำงานของจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปโดยถูกต้องและสุจริต การที่จำเลยที่ 2 ที่ 3ได้ลงลายมือชื่อดังกล่าวก็เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้มีการตรวจสอบว่าถูกต้องแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าจะมีระเบียบการปฏิบัติเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ หากจำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้ลงลายมือชื่อด้วยความประมาทเลินเล่อแล้ว จำเลยที่ 2 ที่ 3 ก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลแรงงานไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้ตรงกับข้อกล่าวหาตามคำฟ้องและตามข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมา ศาลฎีกาย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานพิจารณาพิพากษาความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า ตามระเบียบของโจทก์ได้กำหนดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องวางหลักประกันการใช้ไฟฟ้าเป็นเงินสด หรือหนังสือค้ำประกันของธนาคารหรือพันธบัตรรัฐบาลไว้ต่อโจทก์ สำหรับหลักประกันการใช้ไฟฟ้าที่เป็นพันธบัตรรัฐบาลนั้น ผู้ใช้ไฟฟ้าหรือผู้วางหลักประกันต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในพันธบัตร เมื่อผู้ใช้ไฟฟ้าเลิกใช้ไฟฟ้าและไม่มีหนี้ค่าไฟฟ้าค้างชำระ โจทก์จะโอนกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรกลับคืนให้ผู้ใช้ไฟฟ้าตามเดิม โจทก์จะส่งพนักงานไปรับคำขอรับคืนต้นเงินและดอกเบี้ยจากธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อโจทก์จะลงนามในคำขอรับคืนต้นเงินและดอกเบี้ยในพันธบัตรนั้นสั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจ่ายเงินตามพันธบัตรแก่ผู้มีสิทธิรับเงินตามพันธบัตรซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้พิมพ์ชื่อไว้ในคำขอรับคืนต้นเงินและดอกเบี้ยพันธบัตรแล้ว เดิมจำเลยที่ 1เป็นพนักงานของโจทก์และเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นพนักงานบัญชี แผนกประมวลการบัญชีกองการบัญชี ฝ่ายการบัญชีและการเงิน มีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อผู้มีสิทธิรับเงินตามพันธบัตรคืน การโอนกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรคืนให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าหรือผู้วางหลักประกันดำเนินการเกี่ยวกับการไถ่ถอนพันธบัตรที่ครบกำหนดไถ่ถอน โดยมีหน้าที่เสนอคำขอรับคืนต้นเงินและดอกเบี้ยพันธบัตรไปตามลำดับชั้นบังคับบัญชา เพื่อให้ผู้อำนวยการฝ่ายการบัญชีและการเงินหรือผู้ทำการแทน ผู้มีอำนาจลงนามแทนโจทก์ สั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจ่ายเงินตามพันธบัตรคืนให้แก่ผู้มีสิทธิรับเงิน ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้พิมพ์ชื่อไว้ในคำขอรับคืนต้นเงินและดอกเบี้ยพันธบัตรแล้ว จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานของโจทก์ ขณะเกิดเหตุมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการบัญชีและการเงิน มีหน้าที่ควบคุมตรวจสอบสั่งการงานและบังคับบัญชาพนักงานในสังกัดฝ่ายการบัญชีและการเงินซึ่งต้องควบคุมเงินรายได้และเงินรายจ่าย งานเกี่ยวกับการรับและคืนหลักประกันการใช้ไฟฟ้า และเป็นผู้มีอำนาจลงนามในนิติกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในพันธบัตร รวมทั้งการไถ่ถอนพันธบัตรที่ครบกำหนดไถ่ถอนแทนโจทก์ จำเลยที่ 3 เป็นพนักงานของโจทก์ ขณะเกิดเหตุมีตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายการบัญชีและการเงินมีหน้าที่ช่วยจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับงานอันเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ รวมทั้งเป็นผู้มีอำนาจลงนามในนิติกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรตลอดจนการไถ่ถอนแทนโจทก์ด้วย เมื่อระหว่างวันที่ 3 มกราคม 2529ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2530 จำเลยที่ 1 ได้กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ได้สมคบกับบุคคลภายนอกกระทำการทุจริตโดยจำเลยที่ 1 ได้นำคำขอรับคืนเงินต้นเงินและดอกเบี้ยพันธบัตรที่ครบกำหนดไถ่ถอนมาขีดฆ่าชื่อผู้มีสิทธิรับเงินตามคำขอดังกล่าวที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้พิมพ์ไว้แต่เดิมออก แล้วเขียนหรือพิมพ์ชื่อบุคคลอื่นให้เป็นผู้มีสิทธิรับเงินตามพันธบัตรแทน แล้วนำเสนอจำเลยที่ 2 หรือจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อกำกับชื่อผู้มีสิทธิรับเงินที่ขีดฆ่าและชื่อบุคคลภายนอก และลงลายมือชื่อสั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจ่ายเงิน เสร็จแล้วจำเลยที่ 1 มอบคำขอรับคืนต้นเงินและดอกเบี้ยพันธบัตรที่แก้ไขโดยทุจริตดังกล่าวและพันธบัตรให้แก่บุคคลภายนอกไปขอรับเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเหตุให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจ่ายต้นเงินและดอกเบี้ยตามพันธบัตรให้แก่บุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่เจ้าของอันแท้จริง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายรวมจำนวน 73 ฉบับ ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อกำกับชื่อผู้มีสิทธิรับเงินคนเดิมที่ขีดฆ่าออกลงลายมือชื่อกำกับชื่อที่พิมพ์หรือเขียนแทนลงไปใหม่ กับได้ลงลายมือชื่อสั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจ่ายเงินในคำขอรับคืนต้นเงินและดอกเบี้ยพันธบัตรตามที่จำเลยที่ 1 นำเสนอโดยทุจริต ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจ่ายคืนต้นเงินและดอกเบี้ยพันธบัตรไปจำนวน56 ฉบับ จำเลยที่ 3 ได้ลงลายมือชื่อกำกับชื่อผู้มีสิทธิรับเงินคนเดิมที่ขีดฆ่าออกลงลายมือชื่อกำกับชื่อที่พิมพ์หรือเขียนแทนลงไปใหม่ กับได้ลงลายมือชื่อสั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจ่ายเงินในคำขอรับคืนต้นเงินและดอกเบี้ยพันธบัตรตามที่จำเลยที่ 1นำเสนอโดยทุจริต ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจ่ายคืนต้นเงินและดอกเบี้ยพันธบัตรไปรวมจำนวน 15 ฉบับ การที่จำเลยที่ 1 กับบุคคลภายนอกสามารถกระทำการทุจริตแก้ไขคำขอรับคืนต้นเงินและดอกเบี้ยพันธบัตรและไปขอรับเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยอันเป็นการไถ่ถอนพันธบัตร แล้วนำเงินไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวหรือผู้อื่นได้ เพราะจำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ได้ลดขั้นตอนการตรวจสอบและการเสนอคำขอรับเงินคืนต้นเงินและดอกเบี้ยพันธบัตรโดยให้จำเลยที่ 1 เสนอคำขอดังกล่าว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง