ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 3012/2552

หลักกฎหมาย

นอกจากงานก่อสร้างตามสัญญา จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทำงานเพิ่มเติมไปจากสัญญา ซึ่งโจทก์ต้องใช้เวลาในการดำเนินการเพิ่มขึ้น ประกอบกับการส่งงานงวดที่ 14 และที่ 15 โจทก์ส่งมอบพร้อมกันภายหลังล่วงพ้นระยะเวลาก่อสร้างสิ้นสุดแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินค่างวดทั้งสองงวดให้โจทก์โดยไม่ปรากฏว่าในขณะรับมอบงานจำเลยที่ 1 ได้อิดเอื้อนหรือสงวดสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับไว้ การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้บอกโจทก์แล้วว่าจะมีคนมาใช้ประโยชน์ในอาคารที่ก่อสร้างก็เป็นเพียงคำปรารภหาใช่เป็นการสงวนสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับไม่ การที่จำเลยที่ 1 รับมอบงานงวดที่ 14 และที่ 15 ทั้งที่ระยะเวลาก่อสร้างสิ้นสุดแล้วและให้โจทก์ก่อสร้างงานงวดที่ 16 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายต่อไป ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้ถือเอาระยะเวลาตามสัญญาเป็นสำคัญ ทั้งมีงานที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทำนอกเหนือสัญญาด้วย จึงเป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าข้อสัญญาที่เกี่ยวกับการส่งมอบงานล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามสัญญานี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างมีเจตนาให้ระงับกันไปไม่ถือเป็นการผิดสัญญา จึงทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับที่โจทก์ส่งมอบงานพ้นกำหนดเวลาสิ้นสุดตามสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 วรรคสาม และมาตรา 597

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2539 จำเลยทั้งสองร่วมกันว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารแมนชั่น 7 ชั้น โดยสร้างตามแบบแปลนของสำนักงานเขตหรือสำนักงานโยธาและรายการแนบท้ายให้เสร็จภายใน 18 เดือน นับจากวันได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง ตกลงค่าจ้างราคา 16,700,000 บาท แบ่งชำระเป็น 16 งวด ตามผลงานที่ทำ งวดละ 1,043,750 บาท งวดสุดท้ายชำระภายใน 7 วัน นับแต่วันส่งมอบงานเมื่อโจทก์เทพื้นชั้นล่าง ติดตั้งสุขภัณฑ์ ทาสี เก็บกวาดพร้อมส่งมอบนอกจากนั้นระหว่างก่อสร้างจำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์เทถอนเพิ่มเติม และทำกระจกเป็นสีชาดำ รวมเป็นเงินเพิ่มอีก 175,640 บาท อีกด้วย โจทก์ทำงานตามสัญญาและส่วนเพิ่มเติมเสร็จกลางเดือนพฤษภาคม 2541 โจทก์หักเงินคืนจำเลยทั้งสองเป็นค่าก่ออิฐด้านหน้าและค่าประตูอลูมิเนียมรวมเป็นเงิน 100,000 บาท แล้ว คงเหลือยอดเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายและค่าก่อสร้างเพิ่มเติมที่จำเลยทั้งสองต้องชำระแก่โจทก์จำนวน 1,118,750 บาท โจทก์ส่งมอบงานงวดสุดท้ายตามสัญญาพร้อมงานเพิ่มเติมในวันที่ 1 มิถุนายน 2541 แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมชำระค่าจ้าง โจทก์ทวงถามโดยแจ้งไปด้วยว่าต้องเสียดอกเบี้ยแก่ธนาคารอัตราสูงแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,118,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ไม่บรรยายให้ชัดแจ้งว่า เงินส่วนที่หักคืนค่าก่ออิฐและประตูอลูมิเนียมเป็นส่วนไหนของสัญญาว่าจ้าง ไม่บรรยายว่าโจทก์ผิดสัญญาหรือไม่อย่างไร และเหตุใดจึงมีการหักเงินคืนจำเลย จำเลยที่ 2 ทั้งในฐานะส่วนตัวหรือร่วมกับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ว่าจ้างโจทก์แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 โดยลำพังเป็นคู่สัญญาว่าจ้างโจทก์ ยอดหนี้ตามฟ้องไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระค่าจ้างงดสุดท้ายแก่โจทก์ แต่โจทก์ต้องหักค่าเสาเข็มเป็นเงิน 756,600 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระแทนโจทก์ไปก่อนออกด้วย เพราะค่าเสาเข็มรวมอยู่ในราคาที่ตกลงว่าจ้างกันแล้ว จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์เทถนนเพิ่มเติมเป็นเงินเพียง 89,040 บาท และว่าจ้างโจทก์เปลี่ยนสีกระจกจากสีขาวใสเป็นสีชาดำเป็นเงินเพียง 6,000 บาท เท่านั้น การหักเงินคืนค่าก่ออิฐด้านหน้าต้องรวมเงินค่าทาสีด้วย รวมเป็นเงิน 89,400 บาท และการหักเงินคืนค่าประตูมีทั้งประตูอลูมิเนียมและประตูไม้สักอีกหลายบานรวมเป็นเงิน 89,500 บาท มิใช่เพียงเท่าที่โจทก์อ้าง โจทก์ก่อสร้างงานเสร็จล่าช้ากว่ากำหนดเป็นเวลา 103 วัน ต้องเสียค่าปรับวันละ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 206,000 บาท หักทอนแล้วจำเลยที่ 1 ไม่มีหนี้ค้างกับโจทก์ตามฟ้องทั้งตามสัญญาว่าจ้างไม่มีข้อตกลงให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 962,390 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพาทษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 5,000 บาท จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาใจความว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าเหตุใดจึงยอมคืนเงินค่าอิฐและค่าประตูอลูมิเนียมแก่จำเลย และชิ้นงานดังกล่าวอยู่ในงานงวดใดของสัญญา ทำให้จำเลยไม่เข้าใจและต่อสู้คดีได้ถูกนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาว่าจ้างก่อสร้างและงานที่ให้โจทก์ทำเพิ่มเติม สำหรับงานเพิ่มเติมจำนวนเงินรวม 175,640 บาท โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าเป็นงานเทถนนและทำกระจกอลูมิเนียมแผงหน้าสีชาดำซึ่งโจทก์หักเงินคืนเป็นค่าก่ออิฐด้านหน้า 80,000 บาท หักเงินคืนค่าประตูอลูมิเนียมเป็นเงิน 20,000 บาท แก่จำเลย คงเหลือเงินค้าจ้างในงานเพิ่มเติม 75,000 บาท เมื่อรวมค่าจ้างในงานงวดที่ 16 จำนวน 1,043,750 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 1,118,750 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิด ส่วนสาเหตุใดที่โจทก์ต้องคืนเงินค่าอิฐและค่าประตูอลูมิเนียมนั้นเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ เช่นนี้ฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาพอให้จำเลยเข้าใจได้แล้ว ทั้งตามคำให้การของจำเลยทั้งสอง ข้อ 2.3 และข้อ 2.4 จำเลยได้ต่อสู้คดีเรื่องหักคืนค่าก่ออิฐและหักคืนค่าประตูอลูมิเนียมได้ละเอียดและยังโต้แย้งในส่วนของเงินค่าก่ออิฐว่าต้องเป็นเงิน 80,320 บาท และจะต้องคืนค่าทาสีด้วย ส่วนค่าประตูอลูมิเนียมโจทก์จะต้องคืนให้จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 89,500 บาท ดังนี้ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมิได้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3012/2552 · ทนอย Thanoy