คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 302/2545
หลักกฎหมาย
สัญญาค้ำประกันซึ่งระบุว่า เป็นการค้ำประกันหนี้สินในวงเงินที่กำหนดไว้ในสัญญาค้ำประกันและอุปกรณ์แห่งหนี้อันมีดอกเบี้ยค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้แม้สัญญาค้ำประกันอันเป็นสัญญาหรือหนี้อุปกรณ์จะมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ก็ต้องถืออัตราดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในสัญญาหรือหนี้ประธาน สัญญาทรัสต์รีซีทระบุว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ยอมเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี เริ่มจากวันทำสัญญานี้เป็นต้นไปจนกว่าจะครบกำหนดวันชำระหนี้ตามตั๋วเงินจากต่างประเทศ หากครบกำหนดวันชำระหนี้ตามตั๋วเงินจากต่างประเทศแล้ว ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ยังไม่สามารถชำระหนี้ให้ได้ก็ยินยอมเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ถ้าต่อไปอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นหรือต่ำลงห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ยินยอมให้ปรับอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามที่ธนาคารจะได้กำหนดขึ้นใหม่ ข้อความที่ระบุไว้แสดงให้เห็นว่า โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากลูกหนี้ในอัตราสูงขึ้นได้ต่อเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องสมควร จึงมีผลเป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนไว้ล่วงหน้าเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาเงินค่าดอกเบี้ยส่วนที่สูงกว่าอัตราที่กำหนดไว้เดิม จึงถือได้ว่าเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 หากสูงเกินส่วนแม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ โดยคำนึงถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 การคิดคำนวณความรับผิดตามวงเงินค้ำประกันจะต้องถือตามหนี้ต้นเงินในสัญญาทรัสต์รีซีทเท่านั้น โดยไม่รวมดอกเบี้ยที่จำเลยจะต้องรับผิดต่างหากหนี้ต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทมีจำนวนต่ำกว่าจำนวนเงินค้ำประกัน การคิดคำนวณดอกเบี้ยจากหนี้ต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีท โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดจากจำเลยได้ตลอดระยะเวลาที่จำเลยผิดนัดจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จสิ้น ดังนั้น จึงไม่จำต้องคำนึงว่าเมื่อนำดอกเบี้ยมารวมกับหนี้ต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทแล้วจะเกินจำนวนวงเงินค้ำประกันหรือไม่อีก อุทธรณ์ของโจทก์มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์สำหรับหนี้จำนองนั้นไม่ถูกต้องอย่างไรบ้างคำขอท้ายอุทธรณ์ข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 224ป.พ.พ. 379ป.พ.พ. 383ป.พ.พ. 680ป.วิ.พ. 225พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 38
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 59,136,568.86 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 22,047,909.20 บาทนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ก็ให้ยึดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 4953 และ 4954 ตำบลสวนหลวง (หนองแขม) อำเภอกระทุ่มแบนจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอชำระ ก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดสหพัฒน์โลหะกิจต่อโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม กับทำสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้จำเลยจึงต้องร่วมรับผิดกับห้างหุ้นส่วนจำกัดสหพัฒน์โลหะกิจ แต่ตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยยอมรับผิดในวงเงิน 38,160,000 บาท การที่โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ถึง59,136,568.86 บาท เกินวงเงินที่จำเลยยอมผูกพันตามสัญญา และเมื่อจำเลยผู้ค้ำประกันรับผิดจนเต็มวงเงินค้ำประกันแล้ว ในการคิดดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่นั้นเป็นต้นไป สัญญาค้ำประกันมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยชัดแจ้ง โจทก์ย่อมเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 22,047,909.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงิน 2 รายการคือต้นเงินจำนวน17,212,195.51 บาท และต้นเงินจำนวน 3,023,496 บาท โดยดอกเบี้ยในต้นเงินแต่ละรายการให้คำนวณตามอัตราต่าง ๆ ดังนี้ (1) อัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน17,212,195.51 บาท นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2533 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 และในต้นเงินจำนวน 3,023,496 บาท นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2533 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม2540 (2) อัตราร้อยละ 22 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 18 กันยายน 2540(3) อัตราร้อยละ 25 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2540 ถึงวันที่ 15 เมษายน 2541(4) อัตราร้อยละ 24 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2541(5) อัตราร้อยละ 22.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน2541 (6) อัตราร้อยละ 22 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 30พฤศจิกายน 2541 (7) อัตราร้อยละ 21.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่14 ธันวาคม 2541 (8) อัตราร้อยละ 21.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่10 มกราคม 2542 (9) อัตราร้อยละ 20.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2542 ถึงวันที่1 กุมภาพันธ์ 2542 (10) อัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 (11) อัตราร้อยละ 19.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2542 (12) อัตราร้อยละ 18.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์2542 ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2542 และ (13) อัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 17มีนาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เฉพาะดอกเบี้ยในต้นเงินทั้งสองรายการคำนวณรวมกันถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 เมษายน 2542) ต้องไม่เกินจำนวน 37,089,659.66 บาท(ที่ถูก 37,088,659.66 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง) โดยจำเลยรับผิดไม่เกินวงเงินค้ำประกันจำนวน 38,160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่หนี้ของลูกหนี้(ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหพัฒน์โลหะกิจ) ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเต็มวงเงินจำนวน 38,160,000บาท หากจำเลยไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดที่ดินเลขที่ 4953 และ4954 ตำบลสวนหลวง (หนองแขม) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงินจำนวน 8,000,000 บาท หากขายทอดตลาดได้เงินไม่ถึงจำนวน 8,000,000 บาท ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"... มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่หนี้ของลูกหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเต็มวงเงินค้ำประกันจำนวน 38,160,000 บาท นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันทุกฉบับในข้อ 1 ได้ระบุไว้ว่าผู้ค้ำประกันยินยอมเข้าค้ำประกันหนี้สินทุกชนิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดสหพัฒน์โลหะกิจภายในวงเงินที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับและอุปกรณ์แห่งหนี้อันมีดอกเบี้ยค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ ดังนั้น แม้สัญญาค้ำประกันดังกล่าว อันเป็นสัญญาหรือหนี้อุปกรณ์จะมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ ก็ต้องถืออัตราดอกเบี้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง