ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 3034/2545

หลักกฎหมาย

อ. เป็นผู้จัดการสถานีมีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมทรัพย์สินภายในร้านสะดวกซื้อของโจทก์ จึงเข้าลักษณะงานที่โจทก์จะเรียกเงินประกันความเสียหายในการทำงานได้อ. ได้รับค่าจ้างเฉลี่ยรายวันวันละ 233.33 บาท ขณะที่โจทก์ได้รับเงินประกัน ซึ่งโจทก์สามารถเรียกได้ไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับอยู่ในวันที่นายจ้างรับเงินประกันคิดเป็นเงิน 13,999.80 บาท การที่โจทก์หักค่าจ้างของ อ. ไว้เป็นเงินประกัน 9,415 บาท และโจทก์ได้นำเงินไปฝากไว้กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อันเป็นสถาบันการเงินในนาม อ. จึงเป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยบทบัญญัติ มาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แล้ว แม้โจทก์ไม่ได้แจ้งชื่อสถาบันการเงิน ชื่อบัญชี และเลขที่บัญชีให้ อ. ทราบ ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ก็ไม่มีผลกระทบต่อการเรียกเก็บเงินประกันที่โจทก์เรียกเก็บโดยชอบแล้ว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานตรวจแรงงานจังหวัดชลบุรี จำเลยที่ 2 ปฏิบัติงานในตำแหน่งสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งที่ 28/2542 ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่นางสาวอุบล ศรีผ่อง จำนวน 9,415 บาท และนางสาวศุภณัฐ ตันติวุฒิจำนวน 17,399 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกคำสั่งให้โจทก์ปฏิบัติตาม อันเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกล่าวคือ นางสาวอุบลเป็นพนักงานของโจทก์ปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสถานี เริ่มทำงานเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2540 และเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2541 ได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสถานี นางสาวศุภณัฐเป็นพนักงานของโจทก์ปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสถานี เริ่มทำงานเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2540 และเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2541 ได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสถานีบุคคลทั้งสองมีหน้าที่ควบคุมดูแลและรับผิดชอบสินค้าในร้านค้าและสถานีน้ำมันของโจทก์ที่สาขาซึ่งบุคคลทั้งสองประจำอยู่ โจทก์ได้หักเงินสะสมร้อยละ 10 ของเงินเดือนของบุคคลทั้งสองไว้เพราะในการเข้าทำงานของบุคคลทั้งสองในตำแหน่งผู้จัดการสถานีจะต้องมีการประกันด้วยเงินสดต่อโจทก์เพื่อความเสียหายและความรับผิดชอบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการกระทำหรือเนื่องจากการกระทำของบุคคลทั้งสองเป็นเงินจำนวน 30,000บาท แต่บุคคลทั้งสองไม่สามารถส่งมอบเงินสดจำนวนดังกล่าวเพื่อเป็นประกันได้ จึงยินยอมให้โจทก์หักเงินจากค่าจ้างที่โจทก์จ่ายให้แต่ละครั้งเป็นจำนวนร้อยละ 10 ของค่าจ้างเพื่อให้โจทก์นำไปเข้ากองทุนจนกว่าจะครบจำนวน 30,000 บาท โดยบุคคลทั้งสองยินยอมให้โจทก์นำเงินที่สะสมไว้ไปชำระค่าเสียหายอันเกิดขึ้นเนื่องจากบุคคลทั้งสองทำให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าภายในร้านและสถานีน้ำมันของโจทก์ หรือความเสียหายที่บุคคลทั้งสองต้องรับผิดตามสัญญาจ้างที่มีแก่โจทก์ ระหว่างที่บุคคลทั้งสองปฏิบัติงานโจทก์ได้ตรวจสอบสินค้าภายในร้านและสถานีน้ำมันพบว่ารายนางสาวอุบล ในการตรวจสอบสินค้าระหว่างวันที่ 5 มิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2541 ยอดขายสินค้าในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเงิน 2,073,184 บาท ปรากฏว่ายอดสินค้าขาดไปจำนวน 99,135.50 บาท และจากรายงานการตรวจสอบสินค้าถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2541 พบว่าการสูญหายในร้านคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 104,005.90 บาท รายนางสาวศุภณัฐ ในการตรวจสอบสินค้าระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 ยอดขายสินค้าในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเงิน 2,543,764 บาท ปรากฏว่ายอดขายสินค้าขาดไปจำนวน 123,269.50 บาท จากการตรวจสอบสินค้าของบุคคลทั้งสองมีสินค้าสูญหายเกินร้อยละ 3 ขึ้นไป ซึ่งตามประกาศเรื่องแนวทางปฏิบัติในการควบคุมสินค้าสูญหายของโจทก์ หากยอดสูญหายตั้งแต่ร้อยละ 3 ขึ้นไปให้พ้นจากการเป็นพนักงาน บุคคลทั้งสองทราบประกาศดีจึงได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ โจทก์จึงไม่คืนเงินประกันให้แก่บุคคลทั้งสองเพราะโจทก์ต้องนำไปชำระค่าสินค้าที่สูญหายตามสัญญาประกัน การที่จำเลยทั้งสองมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างค้างจ่ายแก่บุคคลทั้งสองจึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 28/2542 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542 และให้จำเลยทั้งสองยกคำร้องของนางสาวศุภณัฐ ตันติวุฒิ และนางสาวอุบล ศรีผ่อง กับคืนเงินจำนวน 26,814 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำการสอบสวนข้อเท็จจริงจากฝ่ายลูกจ้างทั้งสองและออกหนังสือเชิญให้โจทก์ไปแสดงพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าการหักค่าจ้างของลูกจ้างทั้งสองไว้เป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา 76 โจทก์ไม่เคยกล่าวอ้างว่าเป็นการหักค่าจ้างสะสมร้อยละ 10 ของเงินเดือนเพื่อประกันความเสียหายและความรับผิดต่าง ๆของลูกจ้างทั้งสอง การหักเงินเดือนของลูกจ้างเพื่อประกันดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โจทก์ไม่มีสิทธิกระทำได้ตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางอนุญาตและจำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 28/2542 สั่งให้โจทก์จ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่นางสาวศุภณัฐ ตันติวุฒิ จำนวน 17,399 บาท และนางสาวอุบล ศรีผ่อง จำนวน 9,415 บาท นางสาวอุบล เข้าทำงานกับโจทก์เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2540 ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2541 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสถานีสาขาตลาดหนองมน จังหวัดชลบุรี ลาออกเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2541 โจทก์หักเงินเดือนของนางสาวอุบลไว้จำนวน 9,415 บาท นางสาวศุภณัฐ เข้าทำงานกับโจทก์เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2540 ต่อมาได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสถานีสาขาบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ลาออกเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 25
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3034/2545 · ทนอย Thanoy