คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 3035/2545
หลักกฎหมาย
แม้คำให้การจะถือว่าเป็นคำคู่ความเช่นเดียวกับคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(5) แต่การพิจารณาว่าคำให้การที่จำเลยยื่นต่อศาลเป็นคำให้การที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(4) และ มาตรา 177 กฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าในกรณีที่จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีเอง แต่มอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินคดีแทนจำเลยจะต้องบรรยายไว้ในคำให้การด้วยว่ามอบอำนาจให้ผู้ใดดำเนินคดีแทนและต้องแสดงหลักฐานการมอบอำนาจมาพร้อมกับคำให้การด้วย เมื่อจำเลยทำคำให้การเป็นหนังสือและยื่นต่อศาลภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ และในคำให้การจำเลยได้ปฏิเสธข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งหมดโดยแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งเมื่อจำเลยเป็นนิติบุคคลซึ่งต้องมีผู้กระทำการแทนและตามใบแต่งทนายความของจำเลยระบุว่าผู้แต่งทนายความคือ "บริษัท น. โดย ร. ผู้รับมอบอำนาจจำเลย" ขอแต่งตั้งให้ว. เป็นทนายความและลงลายมือชื่อ ร. ในช่องผู้แต่งทนายความ ถือว่าจำเลยได้มอบอำนาจให้ ร. ดำเนินคดีแทนจำเลยและต่อมาจำเลยยื่นคำแถลงขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมและยื่นสำเนาเอกสาร จำเลยก็ได้ส่งสำเนาภาพถ่ายหนังสือมอบอำนาจซึ่งรับรองสำเนาถูกต้อง ร. จึงมีอำนาจลงลายมือชื่อเป็นผู้แต่งตั้ง ว. เป็นทนายความแทนจำเลย ว. ในฐานะทนายความจึงมีอำนาจทำคำให้การและลงชื่อในคำให้การยื่นต่อศาลได้ สัญญารับจ้างขนส่งระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุไว้ชัดแจ้งว่า "สัญญานี้มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2540 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2541 แต่ถ้าผู้ว่าจ้างเห็นสมควร ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได้โดยทำเป็นหนังสือหรือจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับบอกกล่าวให้ผู้รับจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน" ดังนั้นสัญญานี้ย่อมเลิกกันเมื่อถึงวันที่ 31 มีนาคม 2541 โดยจำเลยไม่ต้องบอกเลิกสัญญาให้โจทก์ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน กรณีที่จำเลยต้องแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าเป็นกรณีที่สัญญายังไม่สิ้นสุดแต่จำเลยเห็นสมควรเลิกสัญญาก็มีสิทธิเลิกสัญญาได้โดยต้องแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน แม้จำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาก่อนสัญญานี้สิ้นสุดลงโดยให้มีผลเป็นการเลิกสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2541ซึ่งเป็นการบอกเลิกสัญญาที่ไม่ชอบ ก็มีผลเพียงไม่ทำให้สัญญาสิ้นสุดลงในวันที่ 1 มีนาคม2541 การที่โจทก์มีหนังสือทักท้วงการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวและจำเลยมีหนังสือยินยอมให้โจทก์มีสิทธิขนส่งน้ำมันให้จำเลยต่อไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2541 อันเป็นระยะเวลาสิ้นสุดของสัญญา จึงไม่ใช่เป็นการบอกเลิกสัญญา แต่เป็นการแสดงเจตนายืนยันว่าจำเลยจะไม่ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ต่อไปอีกเมื่อสัญญาสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว โจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในเรื่องค่าเสียหาย หรือคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร คงฎีกาเพียงแต่ให้ศาลฎีกาพิจารณากำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ตามฟ้อง จึงเป็นฎีกาที่เคลือบคลุมไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของจำเลยให้แก่ลูกค้าของจำเลยโดยไม่มีกำหนดเวลา ห้ามมิให้โจทก์ขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของผู้ว่าจ้างรายอื่นนอกจากของจำเลย และจะไม่บอกเลิกสัญญาแม้ในสัญญาจะกำหนดเวลาและการบอกเลิกสัญญาไว้ก็ตาม จะไม่นำมาบังคับใช้ต่อกัน หลังจากนั้นโจทก์ได้ขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมให้จำเลยตลอดมา ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ โดยโจทก์มิได้ผิดสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 90,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของจำเลยโดยทำสัญญาว่าจ้างปีต่อปี เมื่อครบกำหนดตามสัญญา จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤษภาคม2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยว่าจ้างโจทก์ขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของจำเลยให้แก่ลูกค้าของจำเลย ครั้งสุดท้ายทำสัญญาว่าจ้างตามสัญญารับจ้างขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำให้การจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจดทะเบียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงเป็นบริษัทต่างด้าวซึ่งจะต้องมีตัวแทนดำเนินการแทนในประเทศไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ในบัญชี ข. ทะเบียนเลขที่ 25932 เมื่อจำเลยมอบหมายให้นายริชาร์ด เค เอแบรมส์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยในประเทศไทย การกระทำแทนจำเลยจึงต้องได้รับการแต่งตั้งจากนายริชาร์ด แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏว่านายริชาร์ดได้แต่งตั้งหรือมอบหมายให้ผู้ใดกระทำการแทนจำเลย นายรังสี พัฒศาสตร์ ที่เบิกความเป็นพยานจำเลยก็ได้ความเพียงว่า เป็นผู้จัดการขนส่งมีหน้าที่ดูแลขนส่งให้จำเลยเท่านั้น เมื่อไม่ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยหรือรับมอบอำนาจช่วงจากนายริชาร์ดแล้ว ต้องถือว่าไม่มีอำนาจใด ๆที่จะกระทำการแทนจำเลยได้ การที่นายรังสีกระทำการแทนจำเลยโดยแต่งตั้งนายวิทยาเป็นทนายความ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่นายวิทยายื่นคำให้การต่อสู้คดีแทนจำเลยคำให้การดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย จึงไม่มีประเด็นที่จำเลยจะนำสืบต่อสู้ตามคำให้การ แม้ศาลชั้นต้นจะยอมให้จำเลยสืบพยานก็รับฟังเป็นพยานจำเลยไม่ได้ อำนาจต่อสู้คดีของคู่ความมีลักษณะเช่นเดียวกับคำฟ้อง เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงนี้ขึ้นเมื่อใดต้องถือว่าขัดต่อกฎหมาย ต้องยกหรือไม่รับคำให้การนั้นเสีย เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า แม้คำให้การจะถือว่าเป็นคำคู่ความเช่นเดียวกับคำฟ้องตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(5) บัญญัติไว้ แต่อย่างไรเป็นคำฟ้อง อย่างไรเป็นคำให้การ และคำฟ้องกับคำให้การที่เสนอต่อศาลจะต้องมีลักษณะอย่างไรจึงจะชอบด้วยกฎหมายนั้น กฎหมายบัญญัติแยกต่างหากจากกันโดยคำฟ้องบัญญัติไว้ตามมาตรา 1(3) และมาตรา 172 ส่วนคำให้การบัญญัติไว้ตามมาตรา 1(4) และมาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อตามมาตรา 1(4) บัญญัติว่า "คำให้การ หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ซึ่งคู่ความฝ่ายหนึ่งยกข้อต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้..." และมาตรา 177 บัญญัติว่า "เมื่อได้ส่งหมายเรียกและคำฟ้องให้จำเลยแล้ว ให้จำเลยทำคำให้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวัน ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น" ดังนั้น การพิจารณาว่าคำให้การที่จำเลยยื่นต่อศาลเป็นคำให้การที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่จึงต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว กฎหมายหาได้บัญญัติว่าในกรณีที่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีเอง แต่มอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินคดีแทน จำเลยจะต้องบรรยายไว้ในคำให้การด้วยว่าจำเลยมอบอำนาจให้ผู้ใดดำเนินคดีแทน และต้องแสดงหลักฐานการมอบอำนาจมาพร้อมกับคำให้การด้วยแต่อย่างใด เมื่อคำให้การจำเลยได้ทำเป็นหนังสือและยื่นต่อศาลภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ และในคำให้การจำเลยก็ได้ปฏิเสธข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งหมดโดยแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งเมื่อจำเลยเป็นนิติบุคคล ซึ่งต้องมีผู้กระทำการแทนและตามใบแต่งทนายความของจำเลยลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 ระบุว่า ผู้แต่งทนายความคือ "บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย)จำกัด โดยนายรังสี พัฒศาสตร์ ผู้รับมอบอำนาจจำเลย" ขอแต่งตั้งให้นายวิทยา คงถาวรเป็นทนายความ และลงลายมือชื่อนายรังสี พัฒศาสตร์ ในช่องผู้แต่ง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง