คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547
ฎีกาที่ 3039/2547
หลักกฎหมาย
จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จากการตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตาย ผู้ตายมีภาวะปอดบวมแทรกซ้อจนถึงแก่ความตาย เหตุที่ทำให้มีภาวะปอดบวมแทรกซ้อนก็เนื่องมาจากสาเหตุที่ผู้ตายได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง เห็นได้ว่า แม้ผู้ตายจะตายเนื่องจากมีอาการปอดบวมแทรกซ้อน แต่การแทรกซ้อนดังกล่าวก็สืบเนื่องโดยตรงจากบาดแผลที่ถูกยิง การตายของผู้ตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการยิง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จมิใช่เป็นเพียงความพยายามกระทำความผิด
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 288, 289 ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง หลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นจำคุก 8 เดือน ฐานพกอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน เมื่อความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนลงโทษประหารชีวิต จึงไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและฐานพกอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมารวมได้อีก คงประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2542 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา นางจารุวรรณ บุญมี ผู้ตาย ขับรถจักรยานยนต์มีเด็กหญิงจันทิรา บุญมี บุตรสาวนั่งซ้อนข้างหน้ามาจอดที่หน้าบ้านของตน ขณะที่ผู้ตายกำลังจะจอดรถนั้น ได้มีคนร้ายเดินมาจากถนนตรงมาที่ด้านข้างของผู้ตายแล้วล้วงอาวุธปืนจากเอวด้านขวาขึ้นมาเล็งที่ศีรษะผู้ตาย ผู้ตายวิ่งหนี คนร้ายยิงผู้ตาย 2 นัด แล้วหลบหนีไป ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาล คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ ในปัญหานี้ข้อที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยเป็นร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายหรือไม่ โจทก์มีพยานเบิกความข้อนี้ 8 ปาก คือ นายเชี่ยว ทองดี นางเจี้ยน ทองดี เด็กหญิงจันทิรา บุญมี สิบเอกผจญ ทองดี นางสุจินต์ ปานสมุทร์ นายสุชาติ บุญมี นายสุคนธ์ ทองสวี และพันตำรวจตรีสัญญา เย็นใส โดยนายเชี่ยวเบิกความว่า นายเชี่ยวเป็นบิดาผู้ตายและเป็นลุงเขยของจำเลย วันเกิดเหตุนายเชี่ยวพูดคุยอยู่กับนางเจี้ยนซึ่งเป็นมาดาของผู้ตาย นางเจิ้นซึ่งเป็นมารดาของจำเลย นางสุจินต์ นายสุคนธ์และนายสุชาติอยู่ที่หน้าบ้าน หลังจากนั้นนายเชี่ยวเข้าไปดูโทรทัศน์ในบ้านส่วนคนอื่นๆ ยังพูดคุยกันอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงนายเชี่ยวได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์มาจอดที่บริเวณหน้าบ้านแล้วดับเครื่อง หลังจากนั้นมีเสียงปืน 1 นัด นายเชี่ยวลุกมายืนที่ประตูหน้าบ้าน หลังจากนั้นได้ยินเสียงปืนอีก 1 นัด จึงถามว่านี่อะไรกัน แล้วเห็นผู้ตายนอนคว่ำหน้าอยู่บริเวณหน้ารถจักรยานยนต์ นายเชี่ยวเห็นจำเลยทางด้านข้างเดินออกจากที่เกิดเหตุไปยังถนน ขณะนั้นเด็กหญิงจันทิรา บุญมี บุตรสาวของผู้ตายวิ่งรอบผู้ตายพูดว่า อย่ายิงแม่ อย่ายิงแม่ นายเชี่ยวเข้าไปหาผู้ตายและจับมือถามว่าเป็นอย่างไร ผู้ตายบอกจ๋อยยิง จ๋อยเป็นชื่อเล่นของจำเลย นายเชี่ยวเรียกนายสุคนธ์มาช่วยและให้คนในบริเวณนั้นไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ หลังจากมีคนนำผู้ตายไปส่งโรงพยาบาลแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจมาที่เกิดเหตุ นายเชี่ยวบอกเจ้าพนักงานตำรวจว่าคนร้ายคือนายจ๋อย ต่อมาผู้ตายก็ถึงแก่ความตาย นางเจี้ยนเบิกความว่านางเจี้ยนเป็นมารดาผู้ตาย จำเลยเป็นหลานของนางเจี้ยน วันเกิดเหตุขณะนางเจี้ยนนั่งคุยอยู่กับนางเจิ้นซึ่งเป็นมารดาของจำเลย นางสุจินต์ซึ่งเป็นบุตรสาวนางเจี้ยน นายสุคนธ์และนายสุชาติที่บริเวณหน้าบ้าน นางเจี้ยนเห็นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มีเด็กหญิงจันทิรา ซึ่งเป็นบุตรสาวนั่งซ้อนอยู่ด้านหน้าและมาจอดอยู่หน้าบ้าน ขณะนั้นจำเลยเดินมาจากถนนตรงไปที่ผู้ตายแล้วล้วงปืนเล็งไปที่ผู้ตาย ผู้ตายวิ่งหนีแต่จำเลยยิงทัน ผู้ตายล้มคว่ำ จำเลยยิงผู้ตายบริเวณหลังอีก 1 นัด แล้วเดินจากไป ต่อมาผู้ตายถูกนำส่งโรงพยาบาลและขณะอยู่โรงพยาบาล นางเจี้ยนไปเยี่ยมผู้ตาย ผู้ตายบอกว่าไม่รู้ว่าจำเลยยิงตนเรื่องอะไร เด็กหญิงจันทิราเบิกความว่า เด็กหญิงจันทิราเป็นบุตรสาวของผู้ตาย วันเกิดเหตุเด็กหญิงจันทิรานั่งรถจักรยานยนต์มากับผู้ตาย ผู้ตายจอดรถที่หน้าบ้าน เด็กหญิงจันทิราได้ยินเสียงปืน 1 นัด จึงหันไปดู เห็นจำเลยยืนอยู่ด้านหลังผู้ตายจำเลยถืออาวุธปืนสั้นสีขาว ผู้ตายล้มลงจำเลยยิงอีก 1 นัด เด็กหญิงจันทิราวิ่งไปหานางเจี้ยนบอกว่าน้าจ๋อยยิงแม่ สิบเอกผจญเบิกความว่า สิบเอกผจญเป็นญาติจำเลย วันที่ 20 เมษายน 2542 นางสุจินต์และนางสาวบุญเจือ ทองดี ซึ่งเป็นพี่สาวได้ไปหาสิบเอกผจญ นางสุจินต์บอกว่าจำเลยยิงผู้ตาย สิบเอกผจญไปที่โรงพยาบาลชุมพรเห็นผู้ตายออกจากห้องผ่าตัดเพื่อนำไปรักษาที่ห้องฉุกเฉิน ต่อมาผู้ตายถูกย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลทักษิณ ระหว่างนั้นผู้ตายบอกสิบเอกผจญว่าจำเลยยิงผู้ตาย และผู้ตายเขียนหนังสือตามเอกสารหมาย จ.7 ว่าจำเลยเป็นคนยิง นางสุจิ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง