คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2568
ฎีกาที่ 304/2568
หลักกฎหมาย
การพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ ต้องพิจารณาว่าช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการที่มีการเสนอแผนฟื้นฟูกิจการนั้นจะทำให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติที่ไม่มีหนี้สินต่อไปได้หรือไม่ โดยต้องคำนึงถึงงบการเงินในการดำเนินกิจการของลูกหนี้ในปีที่ผ่านมาประกอบพยานหลักฐานอื่นด้วย เมื่อพิจารณางบแสดงฐานะทางการเงินของลูกหนี้แล้วพบว่าลูกหนี้ประกอบกิจการขาดทุนและมีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่องทางในการฟื้นฟูกิจการและแนวทางในการลดต้นทุนที่ลูกหนี้เสนอไม่ปรากฏรายละเอียดในการดำเนินการเพียงพอให้พิจารณาว่าจะมีโอกาสในทางธุรกิจอันเป็นช่องทางในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ อย่างไร และจะมีรายได้จากการประกอบกิจการอย่างไรพอที่จะนำมาชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ได้ ทั้งยังได้ความว่าก่อนที่จะขอฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับผู้คัดค้านที่ 1 แต่ไม่สามารถนำรายได้มาชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ทั้งหมด อีกทั้งในชั้นพิจารณาผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่และเจ้าหนี้อื่นรวม 46 ราย คัดค้านการร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่ามีสถาบันการเงินใดให้การสนับสนุนทางด้านเงินทุนหรือมีแหล่งเงินกู้เพิ่มเติมแก่ลูกหนี้เพื่อใช้จ่ายเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจอันจะก่อให้เกิดรายได้ที่จะนำมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ทั้งหมด เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยหลักในการดำเนินกิจการของลูกหนี้ที่ประสบปัญหาไม่ว่าจะเป็นการขาดสภาพคล่องทางการเงิน การบริหารจัดการของลูกหนี้ การถูกเจ้าหนี้ฟ้องคดีหลายราย หรือรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ที่มีจำนวนมากได้ทั้งหมด ย่อมประกอบกันให้วินิจฉัยว่าไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 90/3พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 90/4พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 90/6พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 90/10
คำพิพากษา (บางส่วน)
ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และแต่งตั้งนางโสภา ให้เป็นผู้บริหารแผนชั่วคราว ผู้คัดค้านรวม 46 ราย ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านในทำนองเดียวกัน ขอให้ยกคำร้องขอ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ลูกหนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งนางโสภาเป็นผู้ทำแผน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ผู้คัดค้านที่ 7 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ลูกหนี้เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมชื่อบริษัท จ. จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท อ. จำกัด บริษัท น. จำกัด และเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2557 เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ด. จำกัด ตามลำดับ มีนางโสภาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัททำการแทนได้ มีทุนจดทะเบียน 620,000,000 บาท และเป็นผู้ประกอบธุรกิจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ลูกหนี้ทำสัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทย 2 ฉบับ ตั้งอยู่ถนนกำแพงเพชร 2 แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 7.93 ไร่ เพื่อดำเนินการจัดหาประโยชน์มีกำหนดระยะเวลา 30 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2556 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2586 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2552 ลูกหนี้ได้รับอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารตึกสูง 8 ชั้น ลงบนที่ดินที่เช่าและได้รับอนุญาตให้ดัดแปลงเป็น 9 ชั้น และวันที่ 15 กันยายน 2559 ลูกหนี้ได้รับใบรับรองก่อสร้างอาคาร 9 ชั้น เพื่อใช้ทำเป็นศูนย์การค้าและที่จอดรถยนต์ ใช้ชื่อว่าศูนย์การค้า บ. แบ่งพื้นที่ให้เช่าทำการค้าตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 7 โดยเปิดให้ทำสัญญาเช่าต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน วันที่ 26 กันยายน 2560 ลูกหนี้ได้เปิดตัวโครงการศูนย์การค้า บ. อย่างเป็นทางการ ต่อมาปลายปี 2562 ได้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย จึงนำไปสู่การประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด นอกจากนี้รัฐบาลยังออกมาตรการป้องกันด้วยการมีคำสั่งให้ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ฯลฯ หยุดประกอบกิจการ มีผู้เช่าพื้นที่รวมตัวกันฟ้องคดีลูกหนี้ต่อศาลแพ่งขอบอกเลิกสัญญาเช่าและเรียกค่าเสียหายหลายราย โดยอ้างเหตุว่าลูกหนี้ไม่สามารถเปิดศูนย์การค้าได้ตามโฆษณา กระทั่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลูกหนี้ชำระหนี้และมีการเจรจากันสำเร็จ ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้เช่าพื้นที่หลายราย ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2558 ลูกหนี้ได้ทำสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 1,829,496,314.59 บาท และยังมีเจ้าหนี้ค่าเช่าพื้นที่และค่าบริการรับล่วงหน้า คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย เจ้าหนี้ในฐานะผู้จดทะเบียนการเช่าพื้นที่กับลูกหนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ลูกหนี้มีหนี้สินหมุนเวียนและหนี้สินไม่หมุนเวียน 4,017,479,596.41 บาท ในขณะที่มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 1,929,034,422.27 บาท และ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 มีหนี้สินรวม 5,400,107,071.64 บาท มีสินทรัพย์รวม 1,865,911,104.80 บาท ลูกหนี้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวโดยมีหนี้กำหนดจำนวนได้แน่นอนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 7 ว่า มีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า การฟื้นฟูกิจการนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กิจการของลูกหนี้ซึ่งประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินชั่วคราวได้มีโอกาสฟื้นฟูกิจการ ปรับโครงสร้างกิจการของลูกหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติต่อไปได้ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/3 บัญญัติว่า "เมื่อลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่สามารถที่จะชำระหนี้ตามกำหนดได้ และเป็นหนี้เจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคนรวมกันเป็นจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม ถ้ามีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ บุคคลตามมาตรา 90/4 อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีการฟื้นฟูกิจการได้" และมาตรา 90/6 บัญญัติว่า "คำร้องขอของบุคคลตามมาตรา 90/4 เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจะต้องแสดงโดยชัดแจ้งถึง (1) ความมีหนี้สินล้นพ้นตัวของลูกหนี้ หรือไม่สามารถที่จะชำระหนี้ตามกำหนดได้ (2) รายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคนที่ลูกหนี้เป็นหนี้อยู่รวมกันเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท (3) เหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ" การพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ ย่อมหมายความว่า ช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการที่มีการเสนอแผนดังกล่าวนั้น จะทำให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนิ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง