คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 3042/2552
หลักกฎหมาย
เงินค่าหุ้นของผู้คัดค้านที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้ร้องที่ 2 ที่ได้ชำระแก่ผู้ร้องที่ 2 ไปแล้ว แม้จะเป็นเงินทุนของผู้ร้องที่ 2 แต่ผู้คัดค้านก็ยังมีสิทธิเรียกร้องเอาคืนได้ อีกทั้งมิใช่ทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 285, 286 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องที่ 2 จัดส่งเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงผู้ร้องที่ 2 ขออายัดเงินค่าหุ้นของผู้คัดค้านในสหกรณ์ผู้ร้องที่ 2 โดยให้จัดส่งเงินตามที่อายัดภายใน 10 วัน นับแต่วันถึงกำหนดจ่าย คำสั่งอายัดดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 282 (3) ผู้ร้องที่ 2 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม หลังจากผู้ร้องที่ 2 ได้รับหนังสือแจ้งอายัดแล้ว ผู้ร้องที่ 2 กับเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือโต้ตอบกันเกี่ยวกับเงินที่มีคำสั่งอายัดหลายฉบับ แต่ช่วงเวลาดังกล่าวผู้คัดค้านยังมิได้ขาดจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องที่ 2 ผู้ร้องที่ 2 จึงยังไม่มีหน้าที่ต้องส่งเงินค่าหุ้นให้เจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เมื่อผู้คัดค้านขาดจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องที่ 2 ผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิเรียกร้องเงินค่าหุ้นนั้น เป็นผลให้เงินค่าหุ้นถึงกำหนดจ่าย ผู้ร้องที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องส่งเงินค่าหุ้นตามคำสั่งอายัด จะอ้างว่าเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดอีกหลายฉบับต่อจากคำสั่งอายัดเดิมถือว่าคำสั่งอายัดเดิมเป็นอันสิ้นผล และผู้ร้องที่ 2 ได้รับคำสั่งอายัดเงินค่าหุ้นครั้งสุดท้ายหลังจากที่ผู้ร้องที่ 2 ได้นำเงินค่าหุ้นของผู้คัดค้านไปหักกลบลบหนี้กับเงินกู้ของผู้คัดค้านแล้วหาได้ไม่
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้คัดค้านซึ่งนางอรพินท์เจ้ามรดกระบุในพินัยกรรมให้เป็นผู้จัดการมรดกระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องที่ 1 กับผู้คัดค้านตกลงกันได้และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยผู้คัดค้านตกลงชำระเงินจำนวน 18,415,042.69 บาท ให้แก่ทายาทตามพินัยกรรมของนางอรพินท์ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและมีคำสั่งตั้งผู้ร้องที่ 1 กับผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางอรพินท์ร่วมกันแต่ผู้คัดค้านมิได้ชำระเงินให้แก่ผู้ร้องที่ 1 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ผู้ร้องที่ 1 จึงดำเนินการบังคับคดีแก่ผู้คัดค้าน ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือถึงผู้ร้องที่ 2 แจ้งอายัดเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนของผู้คัดค้าน ซึ่งผู้คัดค้านมีสิทธิได้รับจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องที่ 2 ผู้ร้องที่ 2 จึงได้จัดส่งเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนของผู้คัดค้านจำนวน 265,844.30 บาท (ที่ถูก 265,844.50 บาท) แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือฉบับลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 ถึงผู้ร้องที่ 2 ขออายัดเงินค่าหุ้น เงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนของผู้คัดค้าน แต่ผู้ร้องที่ 2 ได้ปฏิเสธการส่งเงินเนื่องจากผู้คัดค้านไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว หลังจากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องที่ 2 ส่งเงินดังกล่าวอีกหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 ให้ผู้ร้องที่ 2 ส่งเงินค่าหุ้นของผู้คัดค้านจำนวนเงิน 1,712,360 บาท แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องที่ 2 ขอคัดค้านคำสั่งอายัดและคำสั่งให้จัดส่งเงินของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวเนื่องจากผู้คัดค้านเป็นสมาชิกของผู้ร้องที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2524 ได้ส่งเงินค่าหุ้นแก่ผู้ร้องที่ 2 คิดถึงวันที่ 29 มกราคม 2542 ผู้คัดค้านมีหุ้นสะสมอยู่จำนวน 170,440 หุ้น คิดเป็นเงิน 1,704,400 บาท ตามข้อบังคับของผู้ร้องที่ 2 เงินค่าหุ้นของสมาชิกที่ได้ส่งชำระให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ถือเป็นเงินทุนของผู้ร้องที่ 2 ซึ่งสมาชิกจะถอนคืนในระหว่างที่เป็นสมาชิกอยู่ไม่ได้ สิทธิเรียกร้องเงินค่าหุ้นของสมาชิกยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะขาดจากการเป็นสมาชิกและปราศจากภาระหนี้ที่มีอยู่กับผู้ร้องที่ 2 แต่เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2538 ผู้คัดค้านได้ทำสัญญาเงินกู้พิเศษกู้ยืมเงินผู้ร้องที่ 2 จำนวน 2,200,000 บาท ณ วันที่ 29 มกราคม 2542 มีหนี้ค้างชำระเป็นเงินต้น 1,698,570 บาท ดอกเบี้ย 1,116.87 บาท และเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2538 ผู้คัดค้านได้ทำสัญญาเงินกู้สามัญกู้ยืมเงินผู้ร้องที่ 2 จำนวน 1,200,000 บาท ณ วันที่ 29 มกราคม 2542 มีหนี้ค้างชำระเป็นเงินต้น 715,992.99 บาท ดอกเบี้ย 470.79 บาท ในการทำสัญญากู้ยืมดังกล่าว ผู้คัดค้านได้นำหุ้นของผู้คัดค้านจำนำเป็นประกันการชำระหนี้ และนางเพชรรัตน์ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 64822, 26430 และ 57326 ตำบลในเมือง (เมืองเก่า) ตำบลในเมือง (พระลับ) และตำบลเมืองเก่า ตามลำดับ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวด้วย ต่อมาวันที่ 27 มกราคม 2542 ผู้คัดค้านได้ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องที่ 2 และผู้ร้องที่ 2 อนุมัติให้ลาออกเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2542 ผู้ร้องที่ 2 จึงได้นำเงินค่าหุ้นของผู้คัดค้านหักชำระหนี้เงินกู้ทั้งสองฉบับดังกล่าว โดยหักชำระหนี้เงินกู้พิเศษได้บางส่วน คงเหลือหนี้จำนวน 711,750.65 บาท ส่วนหนี้เงินกู้สามัญสามารถหักชำระได้ทั้งหมดทำให้ไม่มีเงินค่าหุ้นเหลือคืนให้แก่ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าหุ้นเอาแก่ผู้ร้องที่ 2 ได้ ผู้ร้องที่ 2 ได้ดำเนินการดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2542 ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะมีหนังสืออายัดเงินค่าหุ้น เงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนฉบับลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 ถึงผู้ร้องที่ 2 และที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 ว่าผู้ร้องที่ 2 ใช้สิทธิหักเงินค่าหุ้นหลังจากที่ผู้ร้องที่ 2 ได้รับหนังสืออายัดฉบับลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 และผู้ร้องที่ 2 ไม่ใช่เจ้าหนี้บุริมสิทธินั้นไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ออกหนังสืออายัดฉบับใหม่ลงวันที่ 9 มีนาคม 2542 ทับหนังสือฉบับดังกล่าวแล้ว โดยยืนยันว่าจะอายัดเฉพาะเพียงเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนเท่านั้น จึงถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ประสงค์จะดำเนินการตามหนังสือที่ออกก่อนหนังสือฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2542 การบังคับคดีเอาจากหุ้นของผู้คัดค้านโดยการยึดหุ้นออกขายทอดตลาดหรืออายัดเงินค่าหุ้น เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องระบุให้ถูกต้องชัดเจนตามระเบียบกรมบังคับคดีและภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย จะกลับไปอายัดเงินค่าหุ้นตามหนังสือฉบับเก่าที่ตนเองไม่ประสงค์แล้วใ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง