ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 3047/2540

หลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นนายอำเภอผู้มีอำนาจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์จึงเป็นการฟ้องจำเลยในฐานะนายอำเภอผู้มีอำนาจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์มิใช่ฟ้องจำเลยในฐานะส่วนตัวและการที่โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่ยอมออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โจทก์ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา55แล้วโจทก์จึงฟ้องจำเลยซึ่งโต้แย้งสิทธิของโจทก์ได้โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่พิพาทมิได้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติในที่พิพาทมีผู้ครอบครองมาตั้งแต่ก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดินแต่มีได้แจ้งการครอบครองรวมทั้งผู้ครอบครองต่อเนื่องจากบุคคลดังกล่าวจนถึงโจทก์โดยที่รัฐยังมิได้เข้าไปจัดที่ดินย่อมยังมีสิทธิครอบครองอยู่โจทก์มีสิทธิขอให้ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้จำเลยเป็นนายอำเภอผู้มีอำนาจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โต้แย้งว่าที่พิพาทอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติให้งดการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โจทก์เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์เมื่อปรากฎว่าที่พิพาทมิได้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติจำเลยจึงชอบที่จะดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์ได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า เนื้อที่ 12 ไร่เศษตั้งอยู่หมู่ที่ 3(6) ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรังเดิมที่พิพาทเป็นของนายบีหรือบี้ แดงสี ผู้ครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ต่อมานายปีได้ยกให้นายหวน พรหมเวช บุตรเขย ปี 2518 นายหวนขายให้โจทก์แล้วโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทมาจนถึงปัจจุบันเมื่อต้นเดือนกันยายน 2532 โจทก์ยื่นคำขอให้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทโดยใช้รูปถ่ายทางอากาศ (น.ส.3 ก.)ประเภทมิได้แจ้งการครอบครองต่อจำเลย ขณะดำรงตำแหน่งนายอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน หลังจากพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์แล้ว ได้หมายเขตที่ดินไว้ในระวางรูปถ่ายหรือระวางขยายว่า ที่พิพาทมีการครอบครองมาก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน และไม่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือในเขตพื้นที่สงวนไว้เป็นป่าถาวรหรือที่สาธารณประโยชน์หรือที่หวงห้ามหรือที่ที่มีโครงการสงวนคุ้มครองเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการหรือในบริเวณที่มีโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่ ต่อมาต้นเดือนธันวาคม2532 โจทก์ไปขอรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่จำเลยแจ้งว่าไม่สามารถออกให้ได้เพราะที่พิพาทถูกกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติตั้งแต่ปี 2524 ให้โจทก์ยกเลิกหรือถอนคำขอรับรองการทำประโยชน์เสียการที่จำเลยไม่ยอมออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โจทก์ดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น ทำให้โจทก์เสียหายไม่ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการละเมิดต่อโจทก์ขอให้พิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่สั่งให้โจทก์ยกเลิกหรือระงับการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และให้จำเลยออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) ที่พิพาทในนามโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ในการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) แทนโจทก์ต่อไป จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่พิพาท นายปีและนายหวนไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ที่พิพาทก่อนที่พระราชกฤษฎีกากำหนดให้ที่พิพาทเป็นอุทยานแห่งชาติ ที่พิพาทมีสภาพเป็นป่าไม่มีผู้ใดได้สิทธิตามกฎหมายหลังจากที่พิพาทเป็นอุทยานแห่งชาติแล้ว มีผู้บุกรุกเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทเพียงเล็กน้อย เพื่อเป็นข้ออ้างให้เจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ จำเลยไม่สามารถออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โจทก์ได้ เพราะฝ่าฝืนต่อกฎหมายและระเบียบคำสั่งของราชการ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้อง โจทก์ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมีได้โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า ขณะที่โจทก์ยื่นคำขอให้จำเลยออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่พิพาท จำเลยมีตำแหน่งเป็นนายอำเภอกันตังจังหวัดตรัง ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 และประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ที่พิพาทเป็นที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นนายอำเภอผู้มีอำนาจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ถือได้ว่า เป็นการฟ้องจำเลยในฐานะนายอำเภอผู้มีอำนาจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ มิใช่ฟ้องจำเลยในฐานะส่วนตัว และการที่โจทก์อ้างว่า จำเลยไม่ยอมออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โจทก์ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว โจทก์จึงฟ้องจำเลยซึ่งโต้แย้งสิทธิของโจทก์ได้ โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ครอบครองที่พิพาทจนได้สิทธิครอบครองหรือไม่ ซึ่งปัญหาดังกล่าว โจทก์เคยอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้วก็เห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียเลย โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาใหม่ และศาลฎีกาเห็นว่าที่พิพาทนั้นมีมาตั้งแต่เดิมโดยปู่ของนายปีครอบครองทำประโยชน์และมอบการครอบครองติดต่อกันมาจนกระทั่งถึงโจทก์ซื้อต่อมาจากนายหวน แล้วครอบครองติดต่อกันตลอดมาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้วโดยมิได้แจ้งการครอบครองไว้ แต่ที่ดินข้างเคียงต่างได้แจ้งการครอบครองอันแสดงว่าต่างครอบครองด้วยกันมา ส่วนสัญญาว่าที่พิพาทอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม หรือไม่ เห็นว่าเขตอุทยานแห่งชาติในด้านที่พิพาทนี้ ไม่มีการก้นเขตไว้แน่นอน โดยไม่มีการปักหลักเขตไว้ การตรวจสอบยึดถือแปลนที่หมาย ล.2 ซึ่งเป็นแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินให้เป็นอุทยานแห่งชาติซึ่งมีแผนที่เอกสารหมาย ล.3 เป็นส่ว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3047/2540 · ทนอย Thanoy