คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547
ฎีกาที่ 3068/2547
หลักกฎหมาย
คู่ความจะร้องขอเลื่อนคดีติดต่อกันได้ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นอันมิได้ก้าวล่วงเสียได้ และแสดงให้เป็นที่พอใจต่อศาลได้ว่าถ้าไม่อนุญาตให้เลื่อนต่อไปอีกจะเสียความยุติธรรมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 40 วรรคหนึ่ง และการอนุญาตให้เลื่อนคดีหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล จำเลยขอเลื่อนการสืบพยานติดต่อกันถึง 9 ครั้ง แม้โจทก์จะขอเลื่อนคดีด้วยครั้งหนึ่งและจำเลยไม่ติดใจสืบพยานที่เตรียมมาอีก 2 นัด แต่วันนัดสืบพยานจำเลยอีก 4 นัดหลังจากนั้น จำเลยก็ยังคงขอเลื่อนคดีโดยอ้างเหตุขัดข้องเกี่ยวกับพยาน ซึ่งศาลได้กำชับให้จำเลยเตรียมพยานมาให้พร้อมเกือบทุกนัด จนกระทั่งในวันนัดสืบพยานจำเลยวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 จำเลยยังขอเลื่อนคดีด้วยเหตุขัดข้องเกี่ยวกับพยานจำเลยอีก ซึ่งเป็นเหตุผลเดิม ทั้งๆ ที่ทราบคำกำชับของศาลชั้นต้นแล้ว แสดงว่าจำเลยมิได้ให้ความสนใจและความสำคัญต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ทั้งเหตุที่อ้างขอเลื่อนคดีก็มิใช่เหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ และทนายจำเลยก็ไม่ได้แสดงให้เป็นที่พอใจว่า ถ้าศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีต่อไปอีกจะทำให้เสียความยุติธรรม อันจะเป็นเหตุให้ศาลอนุญาตให้เลื่อนคดีได้ พฤติการณ์ต่างๆ ส่อแสดงถึงเจตนาหน่วงเหนี่ยวให้คดีล่าช้า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี และให้ถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบให้งดสืบพยานชอบแล้ว
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,450,321.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 3,310,083 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,310,083 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 607,500 บาท นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2535 จากต้นเงิน 1,074,834 บาท นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2536 จากต้นเงิน 202,500 บาท นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2536 จากต้นเงิน 436,167 บาท นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2536 จากต้นเงิน 685,332 บาท นับแต่วันที่ 22 มกราคม 2536 และจากต้นเงิน 303,750 บาท นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบให้งดสืบพยานจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า คู่ความจะร้องขอเลื่อนคดีติดต่อกันได้ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ และแสดงให้เป็นที่พอใจต่อศาลได้ว่าถ้าไม่อนุญาตให้เลื่อนต่อไปอีกจะเสียความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 วรรคหนึ่ง และการอนุญาตให้เลื่อนคดีหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล พฤติการณ์แห่งคดีได้ความว่า เมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยนัดแรกวันที่ 29 กันยายน 2541 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่า ตัวจำเลยต้องไปพบพนักงานอัยการ และพยานอีกปากหนึ่งคือ นายนรินทร์ รัตนวิจัย ติดประชุม ศาลชั้นต้นอนุญาต นัดสืบพยานจำเลยวันที่ 27 ตุลาคม 2541 ในวันนัด ทนายจำเลยแถลงว่าไม่ติดใจสืบนายนรินทร์และไม่ได้เตรียมพยานปากอื่นขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตและนัดสืบพยานจำเลยวันที่ 10 และ 24 พฤศจิกายน 2541 และวันที่ 8 ธันวาคม 2541 ถึงวันนัดวันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 ทนายจำเลยแถลงว่าพยานป่วยกะทันหันไม่สามารถมาศาลได้ ขอเลื่อนคดีและยกเลิกวันนัดที่ 24 พฤศจิกายน 2541 ศาลชั้นต้นอนุญาต ครั้งถึงวันนัดวันที่ 8 ธันวาคม 2541 ตามที่นัดไว้เดิมทนายจำเลยแถลงว่าพยานที่เตรียมไว้คือนายจิตตสร ปราโมช ณ อยุธยา โจทก์แถลงรับข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับพยานปากนี้จึงไม่ติดใจสืบขอเลื่อนคดีไปสืบพยานจำเลยที่เหลืออีก 7 ปาก ศาลชั้นต้นอนุญาต นับสืบพยานจำเลยวันที่ 8 กุมภาพันธ์ และ 9 มีนาคม 2542 พร้อมกับกำชับจำเลยให้เตรียมพยานมาให้พร้อมสืบ ซึ่งเมื่อวันนัดวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 ทนายจำเลยอ้างว่าพยานที่ขอหมายเรียกไว้ได้แก่นางสาวพรรณนิภา กฤตวิทย์ และนางสาวมาลี รุจิเวชพงศ์ธร ส่งหมายให้ไม่ได้ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตและกำชับจำเลยให้ติดตามพยานมาให้พร้อมสืบ ในวันนัดวันที่ 9 มีนาคม 2542 ทนายจำเลยแถลงว่าพยานที่ขอหมายเรียกไว้ 8 ปาก คือ นางสาวพรรณนิภาและนางสาวมาลีไม่สามารถติดตามให้มาเบิกความได้ กำลังสืบหาที่อยู่ ส่วนพยานชื่อนางสาวสุภาภรณ์ ทิพยศักดิ์ ไม่ติดใจสืบเหลือพยานที่จะสืบอีก 6 ปาก ขอเลื่อนคดีศาลชั้นอนุญาต นับสืบพยานจำเลยวันที่ 7 และ 25 พฤษภาคม 2542 และกำชับให้จำเลยสืบหาที่อยู่ของพยานและรีบขอหมายเรียกเสียแต่เนิ่นๆ หากส่งหมายไม่ได้ให้แถลงภายใน 5 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจสืบพยานดังกล่าว เมื่อถึงวันนัดวันที่ 7 พฤษภาคม 2542 ทนายจำเลยแถลงว่ายื่นคำร้องขอออกหมายเรียกพยานแล้ว แต่ไปขอรับหมายเรียกจากเจ้าหน้าที่ศาล ปรากฏว่าไม่พบจึงไม่สามารถนำหมายเรียกไปส่งให้แก่พยานได้ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต นัดสืบพยานจำเลยวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 ตามที่นัดไว้เดิมพร้อมกำชับจำเลยให้ยื่นคำร้องขอหมายเรียกเสียแต่เนิ่นๆ เมื่อถึงวันนัด ทนายจำเลยแถลงว่า นางสาวพรรณนิภาพยานที่จะมาเบิกความวันนี้ติดธุระที่ต่างจังหวัด ไม่สามารถมาศาลได้ ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดี นัดสืบพยานจำเลยวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 ครั้นถึงวันนัดทนายจำเลยแถลงว่าพยานที่ขอหมายเรียกไว้ 2 ปาก คือ นางสาวนิสาลักษณ์ รัชตะอำนวย ไม่สามารถส่งหมายให้แก่พยานได้ ส่วนนางสาวพรรณิภามีธุระต้องพาสามีไปโรงพยาบาล ไม่มีพยานมาศาลขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบให้งดสืบพยานจำเลย จึงเห็นได้ว่า คดีนี้จำเลยขอเลื่อนการสืบพยานติดต่อกันถึง 9 ครั้ง แม้โจทก์จะขอเลื่อนคดีด้วยครั้งหนึ่งและจำเลยไม่ติดใจสืบพยานที่เตรียมมาอีก 2 นัด แต่วันนัดสืบพยานจำเลยอีก 4 นัด หลังจากนั้นจำเลยก็ยังคงขอเลื่อนคดีโดยอ้างเหตุขัดข้องเกี่ยวกับพยาน ซึ่งศาลก็ได้กำชับให้จำเลยเตรียมพยานมาให้พร้อมสืบเกือบทุกนัด จนกระทั่งในวันนัดสืบพยานจำเลยวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 จำเลยยังคงขอเลื่อนคดีด้วยเหตุขัดข้องเกี่ยวกับพยานจำเลยอีก ซึ่งเป็นเหตุผลเดิม ทั้งๆ ที่ทราบคำกำชับของศาลชั้นต้นแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีแสดงว่าจำเลยมิได้ให้ความสนใจและความสำ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง