คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 309/2552
หลักกฎหมาย
โจทก์เป็นองค์การของรัฐบาลมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ.2517 มาตรา 6 แม้โจทก์จะมีวัตถุประสงค์เพื่อซื้อและจัดให้มีการซื้อผลิตผลเกษตรกรรมและสินค้าอุตสาหกรรมในครัวเรือนของเกษตรกร รวมถึงเครื่องอุปโภคและบริโภคอันจำเป็นเพื่อจำหน่ายด้วย แต่ก็ต้องจำหน่ายในราคาอันสมควร และแม้สัญญาซื้อขายปุ๋ยจะระบุว่า ราคาที่เหลือผู้ซื้อจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่กำหนดโดยผู้ซื้อยินยอมเสียดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประกาศกำหนดราคาจำหน่ายปุ๋ย ก็มิได้แสดงว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์มุ่งแสวงหากำไรอันจะถือว่าเป็นการประกอบการค้า โจทก์จึงมิใช่ผู้ประกอบการค้าตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ประกาศของโจทก์เรื่องราคาจำหน่ายปุ๋ยที่กำหนดหลักเกณฑ์การชำระค่าปุ๋ยไว้โดยให้มีการเสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในกรณีที่ชำระค่าปุ๋ยล่าช้า เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เกิน 6 เดือน หรือ 9 เดือน ในอัตราลดหลั่นกันไป ถือได้ว่าเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ศาลย่อมลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ สัญญาซื้อขายปุ๋ยไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ทั้งจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ต่อเมื่อโจทก์ได้ทวงถามแล้ว โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าปุ๋ย โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือทวงถามดังกล่าวแล้วหรือไม่ จึงไม่อาจเริ่มนับวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดได้ ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยทั้งยี่สิบชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อสินค้าปุ๋ยหลายชนิดจากโจทก์ รวมเป็นเงินค่าสินค้าทั้งสิ้น 1,104,357 บาท มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 19 และนายคำดี เป็นผู้ค้ำประกัน โจทก์ส่งมอบสินค้าปุ๋ยแก่จำเลยที่ 1 รับไว้แล้ว รวมเป็นเงินค่าสินค้าทั้งสิ้น 671,632 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์บางส่วนแล้วผิดนัด ยังคงค้างชำระ 642,885.44 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 และ 12.50 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 203,348.46 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งสิ้น 846,233.90 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งยี่สิบเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 19 และจำเลยที่ 20 ในฐานะทายาทของนายคำดี ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 846,233.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.50 ต่อปี ของต้นเงิน 642,885.44 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งยี่สิบให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ประชุมคณะกรรมการสหกรณ์จำเลยที่ 1 เพื่อสั่งซื้อปุ๋ยจากโจทก์นำไปจำหน่ายแก่สมาชิกโดยมอบอำนาจให้นายสมจิตร ซึ่งเป็นเหรัญญิกทำสัญญาซื้อขาย ส่วนการรับมอบปุ๋ยที่ประชุมมีมติแต่งตั้งให้นายนิยม ประธานกรรมการ หรือนายสวรรค์ รองประธานกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รับมอบปุ๋ยและลงนามในเอกสารรับมอบปุ๋ย ตามสัญญาซื้อขายปุ๋ยระบุว่าโจทก์จะนำปุ๋ยไปส่งมอบแก่จำเลยที่ 1 ณ ที่ทำการสหกรณ์ แต่โจทก์ไม่เคยส่งมอบปุ๋ยตามสัญญา จำเลยที่ 1 ไม่เคยรับมอบปุ๋ย จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 จำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 และจำเลยที่ 18 รับว่า เป็นผู้ค้ำประกันตามฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่ส่งมอบปุ๋ยแก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญา จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 10 จำเลยที่ 14 ถึงที่ 17 และจำเลยที่ 19 ไม่เคยลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันดังฟ้อง ลายมือชื่อที่ปรากฏในสัญญาค้ำประกันเป็นลายมือชื่อปลอม จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 20 รับว่า เป็นทายาทของนายคำดี แต่นายคำดี ไม่เคยลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันดังฟ้อง ลายมือชื่อที่ปรากฏในสัญญาค้ำประกันเป็นลายมือชื่อปลอม และนายคำดีไม่มีมรดกตกทอด จำเลยที่ 20 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว เพราะมิได้ฟ้องภายใน 2 ปี นับแต่วันที่อ้างว่าส่งมอบปุ๋ย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งยี่สิบร่วมกันชำระเงินจำนวน 642,885.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 27 กันยายน 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งยี่สิบร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ทั้งนี้จำเลยที่ 20 ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายคำดีที่ตกทอดได้แก่ตน โจทก์และจำเลยทั้งยี่สิบอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยทั้งยี่สิบฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของจำเลยทั้งยี่สิบว่า จำเลยที่ 1 ได้รับมอบปุ๋ยตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.11 ถึง จ.15 หรือไม่ จำเลยทั้งยี่สิบฎีกาสรุปใจความว่า จากสำเนารายงานการประชุม เอกสารหมาย จ.11 ฉบับที่ 3 ที่จำเลยที่ 1 ได้แนบไปพร้อมกับสัญญาซื้อขายปุ๋ยระบุไว้ชัดเจนว่า ในการรับมอบปุ๋ยปลายทางจากโจทก์ ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งให้นายนิยม ตำแหน่งประธานกรรมการหรือนายสวรรค์ (จำเลยที่ 3) ตำแหน่งรองประธานกรรมการคนใดคนหนึ่งป็นผู้รับมอบปุ๋ยและลงนามในเอกสารรับมอบปุ๋ยแทนคณะกรรมการ และมอบอำนาจให้นายสมจิตร เหรัญญิก เป็นผู้ลงนามในสัญญาซื้อปุ๋ย โจทก์ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่า นายสมจิตรไม่มีอำนาจหน้าที่ในการรับมอบปุ๋ย ดังนั้น เมื่อโจทก์ให้นายสมจิตรรับมอบปุ๋ยและลงนามรับมอบปุ๋ยตามเอกสารหมาย จ.11 ถึง จ.15 โดยไม่มีอำนาจหน้าที่ การกระทำของนายสมจิตรย่อมไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 เห็นว่า สำเนารายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.4 ที่โจทก์อ้างส่งนั้น นอกจากฉบับที่ 3 ที่จำเลยที่ 1 คัดสำเนาแนบไปพร้อมกับสัญญาซื้อขายปุ๋ย เอกสารหมาย จ.6 แล้ว ยังมีสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการของจำเลยที่ 1 ฉบับจริงอีก 2 ฉบับคือฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 10/2540 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2540 ครั้งเดียวกันกับฉบับที่ 3 รวมอยู่ด้วย แต่ปรากฏว่าสำเนารายงานการประชุมฉบับที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าว ข้อความในตอนท้ายของวาระที่ 4 กลับระบุให้นายนิยมหรือนายสวรรค์ (จำเลยที่ 3) หรือนายสมจิตร คนใดคนหนึ่งเป็นผู้รับมอบปุ๋ยและลงนามในเอกสารรับมอบปุ๋ยแทนคณะกรรมการ ซึ่งความในข้อนี้จำเลยที่ 3 ที่มาเบิกความเป็นพยานของจำเลยที่ 1 และของตนเองก็ยอมรับว่าที่ประชุมมีมติแต่งตั้งให้ตนเองหรือนายนิยมหรือนายสมจิตรเป็นผู้มีหน้าที่รับมอบปุ๋ยจากโจทก์ ตามี่ระบุไว้ในสำเนารายงานการประชุม เอกสารหมาย จ.4 ฉบับที่ 2 ที่ขีดเส้นใต้ด้ว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง