คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563
ฎีกาที่ 3091/2563
หลักกฎหมาย
แม้ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ตามคำฟ้องว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการสอดใส่อวัยวะเพศของตนเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 2 แต่ได้ความว่าจำเลยนำอวัยวะเพศของตนใส่เข้าไปในปากของผู้เสียหายที่ 2 อันเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของจำเลยโดยการใช้อวัยวะเพศของตนล่วงลํ้าช่องปากของผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 317 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 279 วรรคแรก (เดิม), 279 วรรคแรก (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุก 16 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี รวมจำคุก 22 ปี ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 อายุ 10 ปีเศษ จำเลยและบุตรอีก 2 คน ของจำเลยกับนาง ร. พักอาศัยอยู่ที่บ้าน ที่เกิดเหตุ ช่วงเวลาเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 ไปนอนค้างที่บ้านที่เกิดเหตุ โดยนอนในห้องนอนเดียวกับนาย พ. นาง จ. นอนกับบุตรชายและบุตรสาวของจำเลย ส่วนจำเลยกับนาง ร. นอนอีกห้องหนึ่ง สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีผู้เสียหายที่ 2 เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวที่ยืนยันเหตุการณ์ขณะจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แต่ผู้เสียหายที่ 2 สามารถเบิกความถึงเหตุการณ์ที่ถูกจำเลยกระทำชำเราได้เป็นขั้นตอนตามลำดับตรงไปตรงมาปราศจากการปรุงแต่งตามประสาเด็กที่ไร้เดียงสา หากผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ประสบเหตุด้วยตนเองก็ยากที่จะเบิกความได้เช่นนั้น เรื่องที่ผู้เสียหายที่ 2 ถูกกระทำเป็นเรื่องเสียหายในทางเพศ ไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายที่ 2 จะมาเบิกความให้ตนเองและครอบครัวต้องได้รับความเสื่อมเสีย ประกอบกับได้ความว่าจำเลยเป็นญาติของผู้เสียหายทั้งสอง โดยจำเลยเป็นลุงเขยของผู้เสียหายที่ 2 และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงไม่มีเหตุผลใดที่ผู้เสียหายที่ 2 จะเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลย อีกทั้งจุดเริ่มต้นการดำเนินคดีก็มาจากการที่ผู้เสียหายที่ 1 ได้สอบถามจากผู้เสียหายที่ 2 เอง เนื่องจากพบเห็นความผิดปกติ ผู้เสียหายที่ 2 จึงยอมเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหตุที่ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้ใดฟังในวันเกิดเหตุก็เนื่องมาจากความอ่อนเยาว์ทางความคิดของผู้เสียหายที่ 2 ที่ยังไม่ประสีประสากับเรื่องราวและความหมายของการกระทำอนาจารหรือกระทำชำเราและกลัวถูกจำเลยทำร้าย ในข้อนี้ผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความยืนยันว่าผู้เสียหายที่ 2 แจ้งเรื่องดังกล่าวแก่ตนจริง อันเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย ดังนั้น คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีนํ้าหนักสนับสนุนให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 มีนํ้าหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น นอกจากนี้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ที่เบิกความในชั้นพิจารณาเห็นได้ว่ามีความสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวน และคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 สำหรับที่จำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่นั้น ในข้อนี้จำเลยก็มิได้นำสืบว่าวันเกิดเหตุครั้งแรกจำเลยมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุ คงมีแต่จำเลยและนาง ร. ภริยาของจำเลยมาเบิกความทำนองเดียวกันถึงกิจวัตรประจำวันของจำเลยและบุคคลในครอบครัว แต่ก็ไม่มีหลักฐานอื่นมาสนับสนุนคำเบิกความดังกล่าว ซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยได้ไห้การปฏิเสธลอย ๆ ไว้โดยไม่มีรายละเอียดเหตุแห่งการปฏิเสธเหมือนเช่นในชั้นพิจารณา ต่างจากผู้เสียหายทั้งสองที่ยืนยันมาโดยตลอดตั้งแต่ในชั้นสอบสวนจนถึงชั้นพิจารณาว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 พยานหลักฐานโจทก์จึงมีนํ้าหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำล่วงเกินในทางเพศตามที่ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความจริง แต่ส่วนที่ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความยืนยันว่าจำเลยสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 2 นั้น ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ในวันที่ 28 มิถุนายน 2560 ตรวจไม่พบบาดแผลบริเวณร่างกายและบริเวณอวัยวะเพศ อวัยวะสืบพันธุ์ภายในปกติ ไม่พบตกขาวผิดปกติ ตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบตัวอสุจิและส่วนประกอบของนํ้าอสุจิจากสิ่งส่งตรวจในช่องคลอ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง