คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 3099/2558
หลักกฎหมาย
จำเลยทั้งสิบเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 8 ซึ่งเป็นคู่ความย่อมต้องผูกพันในกระบวนพิจารณาของศาลนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนกว่าคำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้พิพากษาแก้ไขหรือกลับ จำเลยที่ 1 และที่ 8 ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าว ประกอบกับหนี้ดังกล่าวสามารถที่จะคิดคำนวณได้ถึงวันฟ้องว่ามีจำนวนเท่าใด ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) แล้ว การที่จำเลยที่ 1 และที่ 8 อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว หาทำให้หนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้วกลับกลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไปไม่ และเมื่อหนี้ดังกล่าวมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาทสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและไม่น้อยกว่าสองล้านบาทสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคล โจทก์ย่อมมีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 8 ล้มละลายได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสิบเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 6 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 7 ศาลล้มละลายกลางอนุญาต ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 9 และที่ 10 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 9 และที่ 10 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) แล้ว ย่อมมีผลให้จำเลยดังกล่าวพ้นจากการล้มละลายและมีอำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของตนเอง กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 9 และที่ 10 อีกต่อไป ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 9 และที่ 10 ออกจากสารบบความของศาลฎีกา คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 8 ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.569/2547 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 8 และที่ 10 กับพวกร่วมกันชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 30,412,244.07 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วนไปหักชำระหนี้ และให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 กับพวกร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ประจำบัญชีที่ 1 และ 2 เป็นเงิน 41,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และหนี้เงินกู้ประจำบัญชีที่ 3 เป็นเงิน 12,637,843.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสิบกับพวกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 8 และที่ 10 อุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสิบขอให้ล้มละลายเป็นคดีนี้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อแรกมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 8 เป็นหนี้โจทก์ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน และโจทก์มีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 8 ล้มละลายได้หรือไม่ โจทก์มีนายสุรเวช ผู้รับมอบอำนาจและทนายโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยทั้งสิบเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ธ.569/2547 ซึ่งจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 8 และที่ 10 เป็นหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีรวมต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 83,214,854.25 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 10 เป็นหนี้เงินกู้ประจำบัญชีที่ 1 และที่ 2 รวมต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 98,241,301.37 บาท และหนี้เงินกู้ประจำบัญชีที่ 3 รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 28,798,702.07 บาท โดยโจทก์มีสำเนาคำพิพากษาและตารางคำนวณยอดหนี้มาแสดงประกอบ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 8 มีจำเลยที่ 8 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นมิได้ผิดสัญญา จำเลยที่ 8 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิด คดีแพ่งดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คดียังไม่ถึงที่สุด หนี้จึงไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน เห็นว่า คำพิพากษาของศาลแพ่งดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 8 ซึ่งเป็นคู่ความย่อมต้องผูกพันในกระบวนพิจารณาของศาลนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนกว่าคำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้พิพากษาแก้ไขหรือกลับ จำเลยที่ 1 และที่ 8 ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าว ประกอบกับหนี้ดังกล่าวสามารถที่จะคิดคำนวณได้ถึงวันฟ้องว่ามีจำนวนเท่าใด ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) แล้ว การที่จำเลยที่ 1 และที่ 8 อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว หาทำให้หนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้วกลับกลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไปไม่ และเมื่อหนี้ดังกล่าวมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาทสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและไม่น้อยกว่าสองล้านบาทสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคล โจทก์ย่อมมีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 8 ล้มละลายได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 8 ในข้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง