คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549
ฎีกาที่ 3101/2549
หลักกฎหมาย
คดีก่อนโจทก์กล่าวอ้างในฟ้องว่าบ้านเป็นของโจทก์ แต่ศาลจังหวัดสมุทรสาครฟังข้อเท็จจริงว่าไม่ใช่ของโจทก์ คดีถึงที่สุด โจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนจำต้องผูกพันในคำพิพากษาของศาลจังหวัดสมุทรสาครตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคแรก แม้จะฟังว่าจำเลยทั้งห้า จำเลยร่วมกับพวกร่วมกันรื้อบ้านตามที่โจทก์ฟ้องก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่ใช่เจ้าของบ้านดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 137/2 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 1137 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 29 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2538 จำเลยทั้งห้ากับพวกประมาณ 20 คน ร่วมกันทำลายทรัพย์สินและรื้อบ้านโจทก์จนพัง แล้วจำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันขนทรัพย์สินมีค่าของโจทก์ทั้งหมด โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในการรื้อบ้านเป็นเงิน 700,000 บาท และค่าเสียหายสำหรับทรัพย์สินซึ่งถูกทำลายและสูญหายไปเป็นเงิน 200,000 บาท การกระทำของจำเลยทั้งห้ากับพวกทำให้โจทก์ขาดไร้บ้านที่อยู่อาศัยต้องเช่าบ้านผู้อื่น จึงขอคิดค่าเสียหายอัตราเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 180,000 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น 1,080,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระราคาบ้านและทรัพย์สินตามฟ้องให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นหรือเป็นเวลา 5 ปี ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 และที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้เรียกกรมบังคับคดีเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยที่ 1 ให้การและจำเลยที่ 2 และที่ 5 กับจำเลยร่วมให้การสรุปได้ใจความว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 540/2538 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร คดีโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากได้เริ่มดำเนินการบังคับคดีเพื่อรื้อถอนบ้านเลขที่ 137/2 ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2534 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี แล้ว จำเลยทั้งห้ามิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์เพราะเดิมจำเลยที่ 5 เป็นโจทก์ฟ้องนางผูก โพธิ์วัฒนา เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดสมุทรสาคร ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 920/2533 หมายเลขแดงที่ 173/2534 และศาลมีคำพิพากษาให้นางผูกและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 137/2 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1138 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร จำเลยที่ 5 จึงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 รื้อบ้านเลขที่ดังกล่าวเพื่อดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมายไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งทรัพย์สินของโจทก์ไม่สูญหายแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วม โดยกำหนดค่าทนายความสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 8,000 บาท จำเลยที่ 2 ที่ 4 และจำเลยร่วม รวมกันเป็นเงิน 8,000 บาท จำเลยที่ 3 เป็นเงิน 1,000 บาท และจำเลยที่ 5 เป็นเงิน 8,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่โจทก์ไม่ต้องใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์จำนวน 5,000 บาท แทนจำเลยที่ 2 ที่ 4 และจำเลยร่วม และจำนวน 5,000 บาท แทนจำเลยที่ 5 ส่วนจำเลยที่ 1 แก้อุทธรณ์ด้วยตนเองและจำเลยที่ 3 ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 5 ที่ 1 และที่ 2 ในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 540/2538 หมายเลขแดงที่ 1546/2542 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร ในคดีดังกล่าวโจทก์กล่าวอ้างในฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 137/2 หมู่ที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1137 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2536 จำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าวได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยบุกรุกเข้าไปรื้อค้นสิ่งของภายในบ้าน รื้อถอนฝาบ้านและหลังคาบ้านโจทก์ เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย ศาลจังหวัดสมุทรสาครฟังข้อเท็จจริงว่าบ้านเลขที่ 137/2 ดังกล่าวเป็นของนางผูก โพธิ์วัฒนา มารดาโจทก์ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1138 หมู่ 1 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งศาลจังหวัดสมุทรสาครได้พิพากษาในคดีที่จำเลยที่ 1 เคยเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่นางผูก คดีถึงที่สุดให้ขับไล่นางผูกและบริวารและให้รื้อถอนบ้านดังกล่าวออกไปจากที่ดินของจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 1138 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร จำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าวได้ดำเนินการบังคับคดีรื้อถอนบ้านนางผูกให้เป็นไปตามคำพิพากษาแล้ว ไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นวงศ์ญาติของนางผูกลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่แสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้ก่อนมีการบังคับคดี ส่วนในเรื่องทรัพย์สินที่โจทก์อ้างว่าเสียหายนั้น พยานโจทก์ไม่เห็นจำเลยหรือคนงานคนใดหยิบฉวยทรัพย์สินของโจทก์ไป และพยานก็ไม่รู้ว่าสิ่งของที่อยู่ในถุงนั้นเป็นอะไร ใช่ทรัพย์สินของโจทก์หรือไม่ อีกทั้งลักษณะของการนำถุงปุ๋ยออกไป ขนาดสิ่งของที่อยู่ในถุงกับทรัพย์ที่สูญหายไปมีข
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง