ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 3106/2558

หลักกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้ (1) จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป (2) เก็บรวบรวมและรับเงิน หรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น และ (3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ อันเป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มาให้ได้มากที่สุด เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ในการขอรับชำระหนี้และมาตรา 25 ซึ่งบัญญัติว่า ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ และเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ศาลมีอำนาจงดการพิจารณาคดีแพ่งนั้นไว้ หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ ในกรณีที่มีคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งกฎหมายบังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องเข้าว่าคดีแทนลูกหนี้ผู้ถูกฟ้องนั้น ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่าการที่จะให้มีการพิจารณาคดีต่อไปจะยังประโยชน์แก่การจัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มากยิ่งกว่าและมิได้ร้องขอให้งดการพิจารณาคดีไว้แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจที่จะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ หาใช่ว่าศาลจะต้องงดการพิจารณาคดีและจำหน่ายคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ทั้งหมดออกจากสารบบความได้เพียงสถานเดียว ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้ก็ได้ความว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประสงค์ที่จะให้ศาลพิจารณาคดีต่อไป โดยยื่นคำร้องขอเข้าว่าความแทนจำเลยร่วมที่ 1 และขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปกับยื่นคำให้การมาพร้อมด้วยเช่นนี้ จึงต้องถือว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เข้าว่าความแทนจำเลยร่วมที่ 1 ลูกหนี้ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ครบถ้วนแล้ว แม้ผลของคดีอาจทำให้ที่ดินทั้ง 5 แปลง ต้องกลับไปเป็นของจำเลยร่วมที่ 1 ก็เรียกไม่ได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์จัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือฟ้องร้องคดีอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ อันเป็นการก้าวก่ายอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (2) (3) แต่อย่างใด เพราะคดีนี้ โจทก์ได้มีการดำเนินคดีฟ้องร้องก่อนที่จำเลยร่วมที่ 1 จะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด การที่ศาลชั้นต้นมิได้จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความ จึงหาเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไม่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23197 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับแรก ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2541 และฉบับที่ 2 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2548 โดยให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมที่ 1 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23199 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ฉบับแรก ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2541 ฉบับที่ 2 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2542 ฉบับที่ 3 ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2544 และเพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23199 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยที่ 4 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2544 กับเพิกถอนการขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 23199 ระหว่างจำเลยที่ 4 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 ฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2547 โดยให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมที่ 1 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23273 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ฉบับแรก ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2541 ฉบับที่ 2 ระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2548 โดยให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมที่ 1 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ฉบับแรก ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 เพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 ฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 9 เพิกถอนการไถ่ถอนจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 6 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 ระหว่างจำเลยที่ 6 กับจำเลยที่ 10 ตามสัญญาจำนองเป็นประกันฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 โดยให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมที่ 1 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 เพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 ฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 9 เพิกถอนการไถ่ถอนจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 7 และที่ 8 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2546 และเพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 ระหว่างจำเลยที่ 7 และที่ 8 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2546 โดยให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมที่ 1 หากจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ไม่ยินยอมโอนหรือเพิกถอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำขอท้ายฟ้อง ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาด้วย จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทปทุมวิลเลจ จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตโดยให้เรียกว่า จำเลยร่วมที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 10 ยื่นคำร้องขอให้เรียกกรมที่ดินเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตโดยให้เรียกว่า จำเลยร่วมที่ 2 จำเลยร่วมที่ 1 โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้การว่า จำเลยร่วมที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2550 โดยวันที่ 5 มีนาคม 2542 นายทะเบียน สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดปทุมธานีได้รับจดทะเบียนเลิกบริษัทและยังอยู่ในระหว่างการชำระบัญชี โดยมีนางสาวคำ เป็นผู้ชำระบัญชี เจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3106/2558 · ทนอย Thanoy