คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 313/2542
หลักกฎหมาย
ในกรณีที่ผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเป็นผู้กระทำความผิดทางอาญาต่อนิติบุคคลเสียเองนั้น ผู้แทนของนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดย่อมไม่จัดการแทนนิติบุคคลโดยฟ้องร้องกล่าวหาตนเองต่อศาล ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นของนิติบุคคลนั้นย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169บัญญัติให้ผู้ถือหุ้นฟ้องคดีได้หากกรรมการทำให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทและบริษัทไม่ฟ้องคดี ถือได้ว่าผู้ถือหุ้นในบริษัทเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) มีอำนาจฟ้องคดีได้ตามมาตรา 28(2) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะกรรมการบริษัท พ. ร่วมกันทำรายงานการประชุมของบริษัท อันเป็นความเท็จและจำเลยที่ 2ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทของบริษัทให้แก่จำเลยที่ 3 โดยไม่มีการซื้อขายกันจริง เป็นเหตุให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการยักยอกที่ดินพิพาทของบริษัท ในวันที่จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท คู่สัญญาต่างเป็นนิติบุคคลจึงต้องแสดงหนังสือรับรองการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินด้วยเพื่อให้ตรวจสอบอำนาจของกรรมการของนิติบุคคลนั้น และคู่สัญญาต้องส่งรายงานการประชุมของนิติบุคคลดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อตรวจสอบเจตนาและวัตถุประสงค์ของคู่สัญญาด้วย การที่จำเลยที่ 1และจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 4 ผู้รับมอบอำนาจให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินเป็นการแจ้งข้อความเท็จแก่เจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานในการซื้อขายโดยประการที่ทำให้ผู้ถือหุ้นในบริษัทได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานยักยอก ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน และเห็นว่าความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการเป็นกรรมเดียว แต่เป็นคนละกรรมกับความผิดฐานยักยอกและให้เรียงกระทงลงโทษ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันและให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานยักยอกเพียงบทเดียวจึงชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาแก้โทษของจำเลยที่ 3 ที่ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษมานั้นเป็นการไม่ชอบ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อระหว่างต้นเดือนพฤษภาคม 2532 ถึงปลายเดือนพฤศจิกายน 2532 เวลากลางวัน จำเลยทั้งหกร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยทั้งหกร่วมกันเบียดบังเอาที่ดินโฉนดเลขที่ 91683 ถึง 91687 รวม 5 แปลง เนื้อที่ 5 ไร่ 59 ตารางวาของบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด ซึ่งโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปเป็นของจำเลยที่ 3 ด้วยเจตนาทุจริตโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 โดยอ้างว่าบริษัทดังกล่าวขายให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งไม่เป็นความจริงทั้งนี้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในฐานะกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ 3ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นการร่วมกันยักยอกทรัพย์สินของบริษัทพระรามเก้าก่อสร้างจำกัด เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยทั้งหกโดยเจตนาทุจริตร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ทั้งสองด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 5 แปลงดังกล่าวให้จำเลยที่ 3 โดยอ้างว่าบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3ผู้ซื้อได้ชำระราคาอีกทั้งผู้ขายได้รับเงินค่าที่ดินไว้แล้ว อันเป็นความเท็จความจริงแล้วไม่มีการซื้อที่ดินกันจริง อันเป็นการร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงผู้ถือหุ้นของบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด และโจทก์ทั้งสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการร่วมกันฉ้อโกงที่ดินของบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด และโจทก์ทั้งสองเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายนอกจากนี้เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2532 เวลากลางวัน จำเลยที่ 4 ได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร เขตห้วยขวาง(บางกะปิ) ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้จดข้อความอันเป็นเท็จในแบบสอบสวนบันทึกถ้อยคำและสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินในการซื้อขายที่ดินอันเป็นเอกสารมหาชนและเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานว่าบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด ผู้ขายได้ขายที่ดิน 5 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 3 ผู้ซื้อได้ชำระราคาและผู้ขายได้รับเงินค่าที่ดินรายนี้เรียบร้อยแล้วซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด และจำเลยที่ 3มิได้ขายที่ดินและไม่มีการชำระเงินค่าที่ดินกันจริง โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2ร่วมกันทำรายงานการประชุมของบริษัทและหนังสือมอบอำนาจขายที่ดินอันเป็นเท็จมอบให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 นำไปประกอบการแจ้งข้อความเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ได้ร่วมกันทำรายงานการประชุมของจำเลยที่ 3 อันเป็นเท็จนำไปประกอบการแจ้งข้อความเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินในการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อจึงได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยที่ 3 ไปการกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นการร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐานเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 267, 341, 352 และ 353 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหายักยอกข้อหาแจ้งความเท็จ และข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จให้ประทับฟ้องข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาฉ้อโกงให้ยกฟ้อง จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 3 ปี และปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน6,000 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137, 267 ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3และที่ 4 ในข้อหาดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละ 3 ปีและปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 6,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละ6 ปี ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 12,000 บาท คำให้การของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีและจำเลยที่ 2 พยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดตลอดมานับเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้จำเลยที่ 2หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามมาตรา 29คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6 โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง