คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562
ฎีกาที่ 3131/2562
หลักกฎหมาย
เมื่อพิจารณาสาระสำคัญแห่งคำฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสี่กับพวกอีก 2 คน ในคดีก่อนเปรียบเทียบกับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสี่ในคดีนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องกล่าวหาจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ กระทำความผิดทั้งสองคดีในช่วงวันเวลาเดียวกัน อีกทั้งมูลเหตุแห่งการกระทำความผิดทั้งสองคดีก็เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสิบสี่กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ นำเอาข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลอันเป็นความลับที่ปรากฏในรายงานการตรวจสอบสืบสวนเรื่องการทุจริตในมหาวิทยาลัย ว. ที่จำเลยจัดทำขึ้นไปเปิดเผยหรือแจ้งข่าวแก่สื่อมวลชนโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสิบสี่ แม้คดีก่อน โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะบุคคลธรรมดาในฐานความผิดที่ยอมความได้ และคดีนี้โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิด ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานในความผิดที่ยอมความไม่ได้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีนี้และการกระทำความผิดที่มีการฟ้องร้องทั้งสองคดีเกิดขึ้นจากมูลเหตุเรื่องเดียวกันในช่วงวันเวลาเดียวกัน การวินิจฉัยความผิดทั้งสองคดีจึงต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นไปพร้อมกันในคราวเดียวกัน ดังนี้ การที่โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนที่ศาลอาญาและหลังจากนั้นได้ฟ้องจำเลยในคดีนี้ที่ศาลชั้นต้น โดยคดีก่อนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอาญา จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสิบสี่นำคำฟ้องเรื่องเดียวกันมายื่นฟ้องจำเลยคนเดียวกันเป็นสองคดีซ้อนกัน ซึ่งเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 91, 157, 164 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 มาตรา 62 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ลงโทษจำคุก 2 ปี คำรับและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ทั้งสิบสี่และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ทั้งสิบสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่ามหาวิทยาลัย ว. มีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยขณะเกิดเหตุมีโจทก์ที่ 1 เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ว. โจทก์ที่ 3 ทำหน้าที่รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัย ว. และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 14 เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย ว. ส่วนจำเลยเป็นข้าราชการสังกัดสำนักตรวจสอบพิเศษภาค 14 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ตำแหน่งนักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินชำนาญการ และต่อมาจำเลยได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินให้เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรื่องการทุจริตภายในมหาวิทยาลัย ว. จึงเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาตามความในมาตรา 4 และมาตรา 61 แห่งสำเนาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน หลังจากจำเลยดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้วจำเลยได้ทำรายงานผลการตรวจสอบสืบสวนเสนอต่อผู้บังคับบัญชา และต่อมาเว็บไซต์ ข่าวไทยรัฐออนไลน์ ประจำวันที่ 18 ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับลงวันที่ 19 ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2558 ได้เผยแพร่ข่าวว่า จำเลยได้เปิดเผยรายงานการตรวจสอบสืบสวนของจำเลยเรื่องการทุจริตภายในมหาวิทยาลัย ว. แก่สื่อมวลชน หลังจากนั้นวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 โจทก์ทั้งสิบสี่กับพวกอีก 2 คน ได้ฟ้องจำเลยในคดีนี้กับพวกอีก 2 คน เป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่อศาลอาญาในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2558 โจทก์ทั้งสิบสี่ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเปิดเผยข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลความลับที่ได้มาเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสิบสี่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสิบสี่ในประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสี่คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อน หรือไม่ ในข้อนี้ เมื่อพิจารณาสาระสำคัญแห่งคำฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสี่กับพวกอีก 2 คน ในคดีก่อนเปรียบเทียบกับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสี่ในคดีนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้กระทำความผิดทั้งสองคดีในช่วงวันเวลาเดียวกันคือ ระหว่างวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2558 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด อีกทั้งมูลเหตุแห่งการกระทำความผิดทั้งสองคดี ก็เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสิบสี่กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ นำเอาข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลอันเป็นความลับที่ปรากฏในรายงานการตรวจสอบสืบสวนเรื่องการทุจริตในมหาวิทยาลัย ว.ที่จำเลยจัดทำขึ้นไปเปิดเผยหรือแจ้งข่าวแก่สื่อมวลชนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสิบสี่ แม้คดีก่อน โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะบุคคลธรรมดาในฐานความผิดที่ยอมความได้ และคดีนี้ โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดในฐานะเป็นเจ้าพนักงานในฐานความผิดที่ยอมความไม่ได้ดังที่โจทก์ทั้งสิบสี่ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีนี้และการกระทำความผิดที่มีการฟ้องร้องทั้งสองคดีเกิดขึ้นจากมูลเหตุเรื่องเดียวกันในช่วงวันเวลาเดียวกัน การวินิจฉัยความผิดทั้งสองคดีจึงต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นไปพร้อมกันในคราวเดียวกัน ดังนี้ การที่โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนที่ศาลอาญาและหลังจากนั้นได้ฟ้องจำเลยในคดีนี้ที่ศาลชั้นต้น โดยคดีก่อนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอาญา จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสิบสี่นำคำฟ้องเรื่องเดียวกันมายื่นฟ้องจำเลยคนเดียวกันเป็นสองคดีซ้อนกันซึ่งเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่โจทก์ทั้งสิบสี่ฎีกาว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่มีบทบัญญัติเรื่องฟ้องซ้อน แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จะให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับได้ แต่การฟ้องซ้อนก็เป็นเรื่องที่ต้องห้ามไม่ให้ราษฎรฟ้องร้องกันในทางแพ่งไม่ใช่ทางอาญา และแม้ฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสี่ในคดีก่อนและคดีนี้จะมาจากคดีเรื่องเดียวกัน แต่เมื่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง