คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549
ฎีกาที่ 3132/2549
หลักกฎหมาย
ศาลแพ่งธนบุรีอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังอุทธรณ์ต่อมา คดีจึงอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ส่วนการถอนคำฟ้องที่มีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องและทำให้คู่ความกลับเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลยดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 176 นั้น หมายถึงการถอนคำฟ้องนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ ฟ้องโจทก์คดีนี้สำหรับจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ยื่นฟ้องขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาคดีก่อนจะถึงที่สุด ก็หาทำให้ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้น กลายเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาใหม่ เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีฟ้องของโจทก์และตัวโจทก์ที่จำเลยที่ 1 จะฟ้องแย้ง จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิฟ้องแย้งเช่นกัน จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และอุทธรณ์จำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงไป โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนค้าต่างของบริษัท จ. โดยไม่ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนของโจทก์ด้วย ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนของโจทก์หรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินของปัญหาและการค้าระหว่างประเทศ ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2541 จำเลยทั้งสามเป็นตัวแทนค้าต่างของบริษัทจูดี้ฟิลลิปิน จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ ได้ร่วมกันหลอกลวงโจทก์โดยว่าจ้างโจทก์ตัดเย็บเสื้อผ้าชุดเด็กหลายชุดหลายแบบ รวมเป็นจำนวน 62,500 โหล เป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อและซื้อวัตถุดิบที่ใช้ในการตัดเย็บ และได้เริ่มตัดเย็บในเดือนตุลาคม 2541 โจทก์ได้ตัดเย็บเสื้อผ้าชุดเด็กเสร็จทั้งสิ้น 45,107.5 โหล โดยจำเลยทั้งสองได้ส่งพนักงานมาทำการตรวจสอบคุณภาพตลอดเวลา ต่อมาบริษัทจูดี้ฟิลลิปิน จำกัด ไม่ส่งมอบเลตเตอร์ออฟเครดิตให้โจทก์ตามข้อตกลง โจทก์ได้สอบถามและทวงถามจากจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามเพิกเฉยและไม่ยอมรับมอบเสื้อผ้าชุดเด็กที่ได้สั่งไว้ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายทั้งหมด 32,521,070 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2542 จนถึงวันฟ้อง รวมเป็นดอกเบี้ย 7,927,010 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงิน 40,448,080 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 32,521,070 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ตกลงมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ทำการเป็นนายหน้าเพื่อติดต่อหาลูกค้าต่างประเทศเข้ามาทำสัญญาซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากโจทก์ โดยตกลงค่าบำเหน็จนายหน้าในอัตราร้อยละ 3 ของราคาสินค้าที่สั่งซื้อแต่ละคราว จำเลยที่ 1 มิใช่ตัวแทนของลูกค้าต่างประเทศ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ติดต่อกับบริษัทจูดี้ฟิลลิปิน จำกัด ซึ่งสั่งซื้อสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากโจทก์รวม 62,500 โหล รวมราคา 59,375,000 บาท โดยการเจรจาต่อรองและการทำสัญญาเป็นการทำโดยตรงระหว่างโจทก์กับบริษัทจูดี้ฟิลลิปิน จำกัด ในการทำสัญญาดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงขอคิดค่านายหน้าในอัตราร้อยละ 3 ของราคาสินค้าซึ่งคิดเป็นเงิน 1,781,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากนี้ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ใช้เงินจำนวน 1,781,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสามเป็นตัวแทนค้าต่างมิใช่นายหน้า สิทธิเรียกร้องตามฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความเนื่องจากมิได้ฟ้องภายในกำหนด 2 ปี ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างระเทศกลางพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมรวมทั้งค่าทนายความของแต่ละฝ่ายให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ตกลงรับจ้างบริษัทจูดี้ฟิลลิปิน จำกัด ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยบริษัทจูดี้ฟิลลิปิน จำกัด สั่งตัดเย็บเสื้อผ้าสำหรับเด็กหลายชุดหลายแบบ รวมจำนวน 62,500 โหล อัตราค่าจ้างเฉลี่ยโหลละ 23.75 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาไม่มีการส่งมอบสินค้าแก่กัน โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเรียกค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสามรับผิดในฐานะตัวแทนค้าต่างของบริษัทจูดี้ฟิลลิปิน จำกัด จำเลยทั้งสามให้การว่าไม่ได้เป็นตัวแทนค้าต่างของลูกค้าต่างประเทศ แต่เป็นนายหน้าของโจทก์และฟ้องแย้งเรียกค่านายหน้า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ และยกฟ้องแย้งโดยวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนค้าต่างของบริษัทจูดี้ฟิลลิปิน จำกัด และคดีขาดอายุความ โจทก์อุทธรณ์ว่า คดีไม่ขาดอายุความและจำเลยทั้งสามเป็นตัวแทนของโจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายหน้าและคดียังไม่ขาดอายุความ ได้ความตามคำฟ้องโจทก์ตอนท้ายและข้อเท็จจริงตามท้องสำนวนว่า เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2543 โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแพ่งธนบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 5213/2543 ในมูลคดีเดียวกันนี้ แต่เนื่องจากศาลแพ่งธนบุรีเห็นว่า คดีดังกล่าวสมควรที่จะพิจารณาคดีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงให้โจทก์ถอนฟ้องและมายื่นฟ้องใหม่ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์จึงถอนฟ้องเดิม เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5528/2544 แล้วมาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2545 จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลแพ่งธนบุรีที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องต่อศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลแพ่งธนบุรีที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2546 โดยอ่านให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2546 จำเลยที่ 1 ได้ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และในที่สุดขอถอนฎีกาเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2547 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง