คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551
ฎีกาที่ 314/2551
หลักกฎหมาย
ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง มีความหมายว่า ในคดีที่มีอัตราโทษขั้นต่ำตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษที่หนักกว่านั้น แม้จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาลว่ากระทำความผิดตามฟ้อง ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับนั้นได้ แต่ต้องฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพให้เป็นที่พอใจก่อนว่าจำเลยกระทำความผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ส่วนปัญหาว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับเช่นว่านี้ต้องมีน้ำหนักมั่นคงเพียงใดนั้น เห็นได้ว่า ในกรณีเช่นนี้โจทก์ไม่จำต้องนำสืบให้ได้ความชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยดังเช่นคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ เพียงแต่มีพยานมาสืบให้เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตามคำรับก็เป็นการเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยโดยอาศัยพยานหลักฐานนั้น
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 188, 264, 265, 268, 334, 339, 340 ตรี, 371 ริบเศษหัวกระสุนปืน 2 ชิ้น แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม 1 แผ่น และเครื่องหมายตรวจสภาพรถและมาตรค่าโดยสารสีแดงปลอม 1 แผ่น ของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 334, 339 วรรคท้าย, 371 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น (ที่ถูกกับความผิดฐานลักทรัพย์) เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามมาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปรับ 100 บาท ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานใช้เอกสารราชการปลอมจำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธ ปรับ 50 บาท ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีและใช้อาวุธปืน คงจำคุกตลอดชีวิตตามมาตรา 52 (2) เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกตลอดชีวิต ตามมาตรา 91 (3) และปรับ 50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29 ริบเศษหัวกระสุนปืน 2 ชิ้น แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม 1 แผ่น เครื่องหมายตรวจสภาพรถและมาตรค่าโดยสารสีแดงปลอม 1 แผ่น ของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยจำเลยไม่ฎีกาคัดค้านว่า จำเลยได้ลักแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ทพ 265 กรุงเทพมหานคร เครื่องหมายแสดงการเสียภาษีของรถยนต์คันดังกล่าวกับแผ่นเครื่องหมายแสดงว่ามีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถยนต์คันนั้นไป แล้วปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์กับแผ่นเครื่องหมายตรวจสภาพรถและมาตรค่าโดยสาร และนำแผ่นป้ายทะเบียนปลอมที่จำเลยทำขึ้นกับแผ่นเครื่องหมายตรวจสอบสภาพรถและมาตรค่าโดยสารอันเป็นเอกสารราชการปลอม ไปติดไว้ที่รถยนต์รับจ้างสาธารณะสีฟ้า - แดง หมายเลขตัวถัง เอ็มอาร์ 053 แซดอีซี 107028925 ที่ผู้ตายเช่าซื้อจากบริษัทแหลมทองเสริมกิจ จำกัด แล้วใช้รถยนต์คันดังกล่าวแล่นรับส่งผู้โดยสารอันเป็นการใช้เอกสารราชการปลอม พาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรตามที่โจทก์ฟ้อง คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยชิงทรัพย์รถยนต์รับจ้างสาธารณะ หมายเลขทะเบียน ธ - 1825 กรุงเทพมหานคร ของบริษัทแหลมทองเสริมกิจ จำกัด ที่อยู่ในความตายตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์นำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจากบริษัทแหลมทองเสริมกิจ จำกัด มาเป็นรถยนต์รับจ้างสาธารณะรับส่งผู้โดยสารในกรุงเทพมหานคร ในวันเกิดเหตุเวลา 2 นาฬิกาเศษ ผู้ตายนำรถไปจอดเข้าคิวเพื่อรอรับผู้โดยสารที่สถานีขนส่งตลาดหมอชิต 2 โดยเข้าคิวเป็นคันที่ 4 ครั้นเวลาประมาณ 3 นาฬิกา จำเลยว่าจ้างให้ผู้ตายขับรถไปส่งที่ใดไม่ปรากฏแล้วขึ้นรถยนต์ออกไป ต่อมาในวันเดียวกันเวลาประมาณ 6 นาฬิกา มีผู้พบศพผู้ตายอยู่ใต้ทางด่วนบางปะอิน - แจ้งวัฒนะ ในท้องที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี สภาพศพมีร่องรอยถูกยิงด้วยปืนที่แก้มซ้ายและท้ายทอยซ้าย กระสุนปืนตัดประสาทไขสันหลังต้นคอ ส่วนรถยนต์รับจ้างสาธารณะที่ผู้ตายขับในวันนั้นหายไป ในขณะนั้นไม่มีผู้ใดทราบเบาะแสเกี่ยวกับคนร้าย หลังจากเกิดเหตุ 5 วัน ร้อยตำรวจเอกสุชาติพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลปากคลองรังสิต ไปสอบถามเรื่องราวจากพนักงานขับรถยนต์รับจ้างสาธารณะที่สถานีขนส่งตลาดหมอชิต 2 จึงทราบตำหนิรูปพรรณของจำเลยจากนายมานิตย์ เพื่อนของผู้ตาย ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2546 นายสุรพล ซึ่งเช่ารถยนต์รับจ้างสาธารณะของนายสุพจน์หรือหมูไปขับ พบจำเลยขับรถยนต์รับจ้างสาธารณะคันที่ผู้ตายเช่าซื้อจากบริษัทแหลมทองเสริมกิจ จำกัด อยู่ที่ถนนสุโขทัย สภาพรถพ่นสีฟ้า - แดง และมีตัวอักษรข้างรถว่า สหกรณ์อิสระหมายเลขทะเบียน 265 กรุงเทพมหานคร นายสุรพลรู้สึกสะกิดใจเนื่องจากรู้จักกับจำเลยและทราบว่าหมายเลขทะเบียน 265 กรุงเทพมหานคร เป็นหมายเลขทะเบียนรถยนต์รับจ้างสาธารณะของนายสุพจน์จึงแจ้งให้นายสุพจน์ทราบ ต่อมาวันที่ 24 สิงหาคม 2546 สิบตำรวจโทกฤษดาเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสามเสน พบรถยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ที่ถนนร่วมจิต ปากซอยโกศล แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ประตูรถทุกด้านใส่กุญแจไว้จึงนำไปตรวจสอบที่สถานีตำรวจนครบาลสามเสนปรากฏว่าเป็นรถยนต์รับจ้างสาธารณะหมายเลขทะเบียน ธ - 1825 กรุงเทพมหานคร ที่ผู้ตายเช่าซื้อจากบริษัทแหลมทองเส
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง