คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 3169/2558
หลักกฎหมาย
ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฝ่ายซื้อกับผู้ขายไม่อาจครอบครองเมทแอมเฟตามีนพร้อมกันในเวลาเดียวกันได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นฝ่ายผู้ขาย ส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นฝ่ายซื้อ จึงไม่เป็นตัวการร่วมในการครอบครองเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบยาเสพติดให้โทษของกลาง จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 25 ปี และปรับคนละ 1,500,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 5 และที่ 6 ตลอดชีวิต และปรับคนละ 3,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 7 และที่ 8 โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันชั้นนี้รับฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยที่ 2 ได้มอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 19,750 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 1,806.080 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 333.243 กรัม ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ให้กับจำเลยที่ 1 นำติดตัวเดินทางจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มายังกรุงเทพมหานครด้วยรถยนต์โดยสารปรับอากาศเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้า แต่ระหว่างทางเมื่อถึงด่านตรวจห้วยยะอุ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จำเลยที่ 1 ถูกพันตำรวจโทบุญส่ง ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จึงถูกจับกุม จำเลยที่ 1 ให้การว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวรับมาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 เจ้าพนักงานตำรวจนำตัวจำเลยที่ 1 ไปที่บ้านของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นสามีภรรยากันและจับกุมตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามฟ้องฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ยื่นฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคดีนี้โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2551 จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ค้างพิจารณาอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ใช้บังคับ การฎีกาจึงไม่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้คือไม่จำต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่การฎีกายังคงอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยการฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทบุญส่ง สิบตำรวจเอกมนต์และสิบตำรวจเอกนริศเป็นพยานเบิกความได้ความว่า ในวันเกิดเหตุคือวันที่ 29 มกราคม 2551 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา หลังจากที่จับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางและจำเลยที่ 1 ได้ให้การว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าจ้างให้นำไปส่งที่กรุงเทพมหานคร จากนั้นได้นำจำเลยที่ 1 มาที่บ้านของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นสามีภรรยาและได้จับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 ให้การว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท ให้นำไปส่งแก่จำเลยที่ 4 ที่จังหวัดสมุทรปราการ จึงมีการนำตัวจำเลยที่ 2 เดินทางมากรุงเทพมหานคร จนเวลาประมาณ 7 นาฬิกา ของวันที่ 30 มกราคม 2551 จำเลยที่ 4 ได้โทรศัพท์มายังจำเลยที่ 2 สอบถามว่าเดินทางถึงที่ใดแล้ว หากมาถึงให้นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้จำเลยที่ 4 ที่ห้างสรรพสินค้าคาร์ฟู สาขาสำโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ และจำเลยที่ 4 ได้โทรศัพท์มาหาจำเลยที่ 2 อีกหลายครั้ง จนเวลาประมาณ 10 นาฬิกา ได้ควบคุมจำเลยที่ 2 มาถึงห้างสรรพสินค้าคาร์ฟู สาขาสำโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ และเวลาประมาณ 10.20 นาฬิกา จำเลยที่ 4 โทรศัพท์มายังจำเลยที่ 2 บอกว่าใกล้จะถึงแล้ว พันตำรวจโทบุญส่งกับพวกจึงให้จำเลยที่ 2 ทำทีถือถุงเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้จำเลยที่ 4 สักครู่จำเลยที่ 4 เดินมาหาจำเลยที่ 2 โดยพันตำรวจโทบุญส่งกับพวกซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ภายในรถยนต์ใกล้กับที่จำเลยที่ 2 นั่งอยู่ เมื่อจำเลยที่ 4 มาถึงได้นั่งคุยกับจำเลยที่ 2 และขอดูถุงที่จำเลยที่ 2 ถืออยู่มีการพูดคุยกัน จำเลยที่ 2 ส่งถุงที่ใส่เมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 4 เมื่อคุยกันสักครู่จำเลยที่ 4 ก็แยกตัวออก พันตำรวจโทบุญส่งกับพวกจึงเข้าจับกุม จำเลยที่ 4 รับว่าเป็นคนกลางมารับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 ไปให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 โดยได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ 5 และที่ 6 มัดละ 5,000 บาท และให้การว่าเมื่อได้รับเมทแอมเฟตามีนแล้วจำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้นำไปส่งให้ที่บ้านของจำเลยที่ 5 และที่ 6 และมีหน้าที่นำเงินค่าเมทแอ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง