ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553

ฎีกาที่ 3187/2553

หลักกฎหมาย

เดิมที่ดินพิพาทเป็นของ ป. ต่อมา ป. ได้ขายให้โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2500 กรณีเช่นนี้จึงไม่ใช่การแย่งการครอบครองที่จะต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อที่ดินเป็นของผู้อื่นเท่านั้น แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 เองจึงไม่มีประเด็นพิพาทเรื่องการแย่งการครอบครอง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 149 เลขที่ดิน 84 ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ให้จำเลยทั้งสามและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตลอดจนขนย้ายวัสดุสิ่งของต่าง ๆ ออกจากที่ดิน และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดิน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะออกจากที่ดิน จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การกับฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 149 เลขที่ดิน 84 ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 149 เลขที่ดิน 84 ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ให้จำเลยทั้งสามและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขนย้ายสิ่งของวัสดุต่าง ๆ ออกจากที่ดินดังกล่าว ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ10,000 บาท นับจากวันฟ้อง (วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายปานเป็นบุตรนายดวง จำเลยที่ 1 เป็นบุตรเขยนายดวง จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นบุตรเขยจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2538 โจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 149 เลขที่ดิน 84 ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ 15 ไร่ 2 งาน 35 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทมาจากนายปานตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปี 2535 โจทก์และสามีไปทำธุรกิจที่เกาะลันตา นายปานรับจ้างสามีโจทก์ขับแพบรรทุกเสาไฟฟ้าจากฝั่งแผ่นดินใหญ่ไปยังเกาะลันตา นายปานบอกโจทก์ว่านายปานเป็นหนี้ธนาคารทหารไทย จำกัด สาขากระบี่ และไม่สามารถชำระหนี้ได้ ธนาคารยึดที่ดินพิพาทของนายปานและอยู่ระหว่างการขายทอดตลาด นายปานขอให้โจทก์ช่วยซื้อที่ดินพิพาทเพื่อให้ลูกหลานนายปานอยู่อาศัยต่อไป นายปานบอกว่าบนที่ดินพิพาทมีบ้านปลูกอยู่ 2 หลัง นายปานจะดูแลที่ดินพิพาทและบ้านให้ โจทก์ไปดูที่ดินพิพาทและตรวจสอบกับนายอุดร จ่าศาลจังหวัดกระบี่ รวมทั้งตรวจสอบที่ธนาคารทหารไทย จำกัด สาขากระบี่ พบว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายปานและถูกธนาคารทหารไทย จำกัด สาขากระบี่ ยึดจริง โจทก์จึงซื้อที่ดินพิพาทพร้อมบ้าน 2 หลัง จากนายปาน ต่อมาอีกประมาณ 2 เดือน โจทก์ไปดูที่ดินพิพาทพบนายตะหว้าด ซึ่งเป็นหลานนายปานและภริยาอาศัยอยู่ในบ้านไม้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 อาศัยอยู่ในบ้านไม้ และนายวิษณุ อาศัยอยู่ในบ้านก่ออิฐถือปูน นายปานบอกว่านายวิษณุเป็นบุตรของตน ส่วนคนอื่น ๆ เป็นหลานและหลานเขย นายปานเรียกบุคคลทั้งสามครอบครัวมาพบโจทก์ ทั้งหมดขออาศัยอยู่บนที่ดินพิพาทและรับว่าจะย้ายออกหากโจทก์ต้องการที่ดินพิพาท ต่อมาปี 2544 นายปานถึงแก่กรรม โจทก์ไปร่วมงานศพซึ่งจัดที่บ้านนายปานตั้งอยู่บนที่ดินอีกแปลงหนึ่งตรงข้ามที่ดินพิพาท โจทก์บอกลูกหลานนายปานว่าโจทก์จะขายที่ดินพิพาท ลูกหลานนายปานรับว่าจะขนย้ายออกจากที่ดินพิพาทแต่ขอเวลาหาที่อยู่ใหม่ ต่อมาประมาณเดือนมีนาคม 2545 โจทก์เห็นร้านค้าปลูกสร้างอยู่ในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่าเป็นของตนและจะรื้อถอน โจทก์ยังเห็นมีต้นปาล์มปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 บอกว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนปลูก เมื่อโจทก์สอบถามจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 อ้างว่าปลูกอยู่ในเขตที่ดินของตนเองซึ่งอยู่ติดกับที่ดินพิพาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้ตรวจสอบแนวเขตที่ดิน ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ปลูกต้นปาล์มรุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินพิพาท ประมาณเดือนมิถุนายน 2545 นายวิษณุย้ายออกจากที่ดินพิพาทโดยโจทก์ช่วยเหลือค่าขนย้ายและให้ค่าตอบแทนที่นายวิษณุเคยช่วยเหลือธุรกิจโจทก์เป็นเงิน 350,000 บาท ต่อมานายตะหว้าดกับภริยาย้ายออกจากที่ดินพิพาทโดยโจทก์ช่วยเหลือค่าขนย้าย 35,000 บาท วันที่ 13 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย้ายออกจากที่ดินพิพาทโดยโจทก์ช่วยเหลือค่าขนย้าย 200,000 บาท โจทก์ยังมีนายวิษ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง