คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 3189/2543
หลักกฎหมาย
สัญญาจะซื้อขายบ้านและที่ดินมิได้กำหนดให้โจทก์ต้องรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินก่อนโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินให้จำเลย การที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบว่าโจทก์ไม่ดำเนินการถือว่าผิดสัญญาเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสาร ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94(ข) ศาลไม่อาจรับฟังคำพยานบุคคลดังกล่าวได้ และเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 321,562.50 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า เช็คพิพาทที่จำเลยสั่งจ่ายให้แก่โจทก์ไม่มีมูลหนี้ต่อกัน เนื่องจากวันที่ 21 ตุลาคม 2536 จำเลยทำสัญญาซื้อที่ดินโจทก์ 1 แปลง ในราคา 1,500,000 บาท โจทก์ให้จำเลยวางมัดจำเป็นเงิน 300,000 บาท จำเลยจึงสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้โจทก์ จำเลยให้โจทก์ทำการรังวัดสอบเขตดูว่าเนื้อที่ดินครบตามสัญญาหรือไม่ แต่โจทก์ไม่ไปดำเนินการรังวัดและจำเลยทราบว่าที่ดินโจทก์ถูกทางราชการเวนคืนบางส่วน อีกทั้งในวันกำหนดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาที่ดินโจทก์มีภาระผูกพันเกี่ยวกับสัญญาขายฝากไว้กับบุคคลอื่น โจทก์จึงไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยตามสัญญา เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยจึงแจ้งระงับการจ่ายเงินตามเช็ค โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจึงไม่มีสิทธิฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2536 จำเลยทำสัญญาจะซื้อบ้านและที่ดินโฉนดเลขที่ 6322 ตำบลทุ่งเบญจา อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี กับโจทก์ ตามสัญญาเอกสารหมาย ล.1 ในวันทำสัญญาจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระเป็นค่ามัดจำเป็นเงิน300,000 บาท เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินอ้างเหตุว่ามีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงิน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระเป็นค่ามัดจำราคาบ้านและที่ดินที่จำเลยตกลงจะซื้อจากโจทก์ตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งตามสัญญาดังกล่าว ข้อ 3 มีข้อความว่า "ข้าพเจ้า (หมายถึงโจทก์) ได้รับค่ามัดจำสามแสนบาทถ้วน และที่เหลือจะโอนกันต่อเมื่อมีการเวนคืนที่ดินแปลงที่อยู่ของนางสมพร ดุลณกิจ (หมายถึงจำเลย) ข้าพเจ้าได้รับค่ามัดจำไปแล้ว ถ้ามีการบิดพลิ้วให้ปรับสามเท่าตัวไม่ว่าฝ่ายซื้อและฝ่ายขาย จะทำการโอนภายในวันที่ 30 ธันวาคม 36" โดยไม่ปรากฏข้อตกลงที่ระบุไว้เป็นข้อความว่าโจทก์จะต้องไปดำเนินการรังวัดตรวจสอบจำนวนเนื้อที่ดินก่อนโอนให้แก่จำเลยแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จำเลยนำสืบว่าภายหลังที่ทำสัญญาจะซื้อขายบ้านและที่ดินดังกล่าวแล้ว โจทก์ไม่ไปดำเนินการรังวัดตรวจสอบจำนวนเนื้อที่ดินว่ายังอยู่ครบตามสัญญาหรือไม่ เพราะจำเลยทราบมาว่าที่ดินดังกล่าวจะถูกเวนคืนบางส่วน ในวันที่ 30 ธันวาคม 2536 ซึ่งเป็นวันนัดโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดิน จำเลยจึงบอกเลิกสัญญากับโจทก์นั้น เห็นได้ว่าสัญญาจะซื้อขายบ้านและที่ดินดังกล่าว มิได้ระบุกำหนดให้โจทก์ต้องดำเนินการรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินก่อนโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินให้จำเลยคงระบุไว้เฉพาะเงื่อนเวลาในการโอนกรรมสิทธิ์ระหว่างโจทก์จำเลยกันไว้เท่านั้น ดังนั้นการที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบว่า โจทก์ไม่ไปดำเนินการรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินก่อนจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลย ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาทำให้เช็คพิพาทที่จำเลยสั่งจ่ายชำระค่ามัดจำไม่มีมูลหนี้นั้นเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารสัญญาจะซื้อขาย ต้องห้ามตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) ศาลไม่อาจที่จะรับฟังคำพยานบุคคลของจำเลยดังกล่าวได้ ซึ่งปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) นี้ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบด้วย มาตรา 246 และมาตรา 247 เมื่อข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบเรื่องโจทก์ต้องไปรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินตามสัญญาก่อนจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยต้องห้ามมิให้นำสืบตามกฎหมาย คดีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระเป็นค่ามัดจำราคาบ้านและที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายบ้านและที่ดินเอกสารหมาย ล.1 และเมื่อเช็คพิพาทดังกล่าวถึงกำหนดการใช้เงินแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายจึงต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน อันเป็นวันผิดนัดให้แก่โจทก์ผู้ทรง เพราะมูลหนี้ตามเช็คพิพาทเกิดจากการชำระหนี้ค่ามัดจำ เมื่อจำเลยไม่ชำระราคาบ้านและที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ในวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ตามที่ระบุไว้ในสัญญา ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์มีสิทธิรับมัดจำตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378(2) เช็คพิพาทที่จำเลยออกให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่ามัดจำดังกล่าวจึงมีมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง