คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 3197/2545
หลักกฎหมาย
แม้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะเริ่มดำเนินการโดยอาศัยพระราชกฤษฎีกา กำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษก ตอนแขวงบางซื่อ - แขวงลาดยาวฯ และต่อมาที่ดินพิพาทของโจทก์ถูกเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2526 แต่ในเมื่อจำเลยยังไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่ถูกเวนคืน จนกระทั่งต่อมามีพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ออกมาใช้บังคับ ดังนั้น การดำเนินการเวนคืนที่ดินพิพาทซึ่งยังค้างคาไม่เสร็จสิ้นอยู่นั้น หากมีการดำเนินการอย่างใดที่จะต้องกระทำต่อไปในเรื่องนี้ก็จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 36 วรรคสอง การพิจารณาว่าโจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเท่าใดจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 23 สิงหาคม 2533 แจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินหลังจากมีพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษก ตอนแขวงบางซื่อ - แขวงลาดยาวฯ ออกมาแล้วกว่า 16 ปี นับว่าล่าช้าเกินสมควรไปมากจนผิดปกติ ต้องถือว่าเป็นกรณีที่ฝ่ายจำเลยไม่เร่งดำเนินการเวนคืนให้แล้วเสร็จภายในเวลาอันสมควร ไม่เป็นไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงไม่สมควรจะนำราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ซึ่งผ่านพ้นไปกว่า 16 ปี มาคำนึงศาลอุทธรณ์เปลี่ยนวันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาที่ดินของโจทก์ จากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาตามฟ้องในปี 2517 มาเป็นปี 2531 ก่อนวันที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินประมาณ 2 ปีนั้น ชอบตามครรลองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ แล้ว
มาตราที่อ้างถึง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 49พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 21พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 36
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 56827 และ 56828 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ซึ่งบางส่วนเนื้อที่ 19 ตารางวาละ 95ตารางวา ตามลำดับ ที่ดินดังกล่าวถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษกได้รับเงินค่าทดแทนตารางวาละ 10,000 บาท เป็นเงิน 1,140,000 บาท ซึ่งโจทก์เห็นว่าไม่เป็นธรรม จึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่จนถึงวันฟ้องคดีนี้รัฐมนตรีฯ ยังไม่มีคำวินิจฉัย ที่ดินของโจทก์มีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดขณะฟ้องคดีตารางวาละ 150,000 บาท แต่โจทก์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพียงตารางวาละ 80,000 บาท คือ เพิ่มขึ้นตารางวาละ 70,000 บาท เป็นเงิน 7,980,000 บาท นอกจากนี้เมื่อมีการเวนคืนแล้ว ทำให้โจทก์เป็นเหตุให้ต้องรื้อถอนสถานีบริการน้ำมันทั้งหมด โจทก์ขอคิดเงินค่าทดแทนในส่วนนี้ด้วยจำนวน 600,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินร้อยละ 11 ต่อปี ในเงินค่าทดแทนที่ดินขอเพิ่มนับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2517 คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 15,361,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 23,941,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ในต้นเงิน 7,980,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ กำหนดค่าทดแทนโดยพิจารณาหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 แล้ว โจทก์ได้ที่ดินที่ถูกเวนคืนมาหลังจากพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษก... พ.ศ. 2526 ใช้บังคับ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมัน และค่าเสียหายจากการเสื่อมค่าของอุปกรณ์สถานีบริการน้ำมัน การเวนคืนมิใช่การกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินหรือหากเรียกได้ก็ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 7,980,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ11 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2534 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 56827 และ 56828 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ติดถนนวิภาวดีรังสิต มีเนื้อที่ 201 ตารางวา และ 212 ตารางวาที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวถูกเวนคืนบางส่วนเพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษกเป็นเนื้อที่ 19 ตารางวา และ 95 ตารางวา ตามลำดับ คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขอให้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น แต่รัฐมนตรีฯ มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนด โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ ศาลชั้นต้นกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 80,000 บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ของศาลอุทธรณ์ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์เปลี่ยนวันอันเป็นฐานที่ตั้งสำหรับราคาที่ดินของโจทก์จากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาตามฟ้องในปี 2517 เป็นปี 2531 อันเป็นปีที่เริ่มดำเนินการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินไม่ถูกต้อง เพราะกฎหมายกำหนดให้คำนึงถึงราคาตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา เห็นว่าแม้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในคดีนี้จะเริ่มดำเนินการโดยอาศัยพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษก ตอนแขวงบางซื่อ - แขวงลาดยาว พ.ศ. 2517 และต่อมาที่ดินพิพาทของโจทก์ถูกเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษก... พ.ศ. 2526 แต่ในเมื่อจำเลยยังไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่ถูกเวนคืนจนกระทั่งต่อมามีพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530ออกมาใช้บังคับ ดังนั้น การดำเนินการเวนคืนที่ดินพิพาทซึ่งยังค้างคาไม่เสร็จสิ้นอยู่นั้นหากมีการดำเนินการอย่างใดที่จะต้องกระทำต่อไปในเรื่องนี้ก็จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ทั้งนี้ตามมาตรา 36 วรรคสอง การพิจารณาว่าโจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเท่าใด จึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่บัญญัติให้กำหนดโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง