ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544

ฎีกาที่ 320/2544

หลักกฎหมาย

โจทก์ทั้งสี่และผู้อยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ได้ใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยเป็นทางเดินเข้าออกโดยสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาจะให้ได้สิทธิภารจำยอมเกินกว่าสิบปี ทางพิพาทจึงตกเป็นภารจำยอมของโจทก์ทั้งสี่ ส่วนที่จำเลยเคยฟ้อง ส. ซึ่งอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ให้รื้อถอนสะพานไม้บนที่ดินพิพาทและศาลพิพากษาให้ ส. รื้อสะพานออกไปและห้ามเกี่ยวข้อง ย่อมเป็นเรื่องที่ผูกพันระหว่างจำเลยและบริวารกับ ส. และมีผลบังคับให้ ส. ต้องรื้อสะพานและห้ามเข้าไปเกี่ยวข้องในการก่อสร้างสิ่งใด ๆ ขึ้นอีกเท่านั้น หาได้ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นพี่สาวโจทก์ที่ 2 โดยเป็นบุตรของนายไสวกับนางเกิด บุญประเสริฐ โจทก์ที่ 3 เป็นหลานของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2ส่วนโจทก์ที่ 4 เป็นบุตรเขยของโจทก์ที่ 1 โจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์แปลงหนึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 7ตำบลลำตาเสา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ประมาณ1 ไร่ อาณาเขตทิศเหนือติดทางสาธารณประโยชน์กว้างประมาณ 3 เมตรถัดจากทางสาธารณประโยชน์ขึ้นไปเป็นที่ดินของนางวิไล ฉิมมี ทิศใต้ติดคลองบ่อตาโล่ ทิศตะวันออกติดที่ดินจำเลย ทิศตะวันตกติดที่ดินนางสาววรรณภา จันทร์สุคนธ์ ทางสาธารณประโยชน์ซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือดังกล่าวมีมาประมาณ 90 ปีแล้ว ประชาชนภายในหมู่บ้านใช้สัญจรไปมา ทางดังกล่าวผ่านที่ดินของจำเลยไปสู่ทางเดินสาธารณะในหมู่บ้านอีกเส้นหนึ่งมีความกว้างประมาณ 3 เมตร ยาวประมาณ 1 เส้นและเมื่อถึงฤดูน้ำท่วมก็ใช้เรือสัญจรไปตามเส้นทางดังกล่าวผ่านที่ดินของจำเลยไปสู่ถนนสาธารณะ โจทก์ทั้งสี่และบริวารรวมทั้งประชาชนในหมู่บ้านใช้ทางดังกล่าวมาประมาณ 70 ปี โดยไม่ได้ขออนุญาตจากจำเลยหรือผู้ใดทางดังกล่าวจึงตกเป็นทางสาธารณประโยชน์และทางภารจำยอม เมื่อวันที่ 20กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยได้นำเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยาสาขาวังน้อย มารังวัดออกโฉนดที่ดินโดยจำเลยนำรังวัดเอาทางพิพาทดังกล่าวไปออกโฉนดเป็นของจำเลยด้วย โจทก์ทั้งสี่ได้ไปคัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถรังวัดออกโฉนดให้แก่จำเลยได้ หลังจากนั้นประมาณ 7 วันจำเลยได้นำเสาปูนไปปักดินกั้นทางพิพาท จำนวน 5 ต้น ตรงบริเวณทางพิพาท ส่วนที่อยู่สุดที่ดินของโจทก์ทั้งสี่และอยู่ติดกับที่ดินของจำเลยและได้ใช้รถยนต์บรรทุกสิบล้อขนดินมาถมปิดทางพิพาทตรงปากทางที่เชื่อมติดกับถนนสาธารณะ เป็นความยาวประมาณ 3 วา สูงจากพื้นทางพิพาทเดิมประมาณ 1 วา ทำให้โจทก์ทั้งสี่และบริวารไม่สามารถใช้รถจักรยานยนต์และเดินสัญจรไปมาได้สะดวกการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่และบริวารได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถใช้เส้นทางพิพาทได้ตามปกติขอให้พิพากษาว่าทางตามเส้นสีแดงในแผนที่สังเขปท้ายฟ้องกว้างประมาณ3 เมตร ยาวประมาณ 1 เส้น เป็นทางสาธารณประโยชน์และทางภารจำยอมให้จำเลยไปจดทะเบียนเป็นทางสาธารณประโยชน์และทางภารจำยอม หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนให้จำเลยรื้อถอนเสาปูนที่ปักปิดกั้นทางพิพาทออกไปให้พ้นทางดังกล่าวและให้จำเลยปรับสภาพทางที่จำเลยถมดินปิดทางให้อยู่ในสภาพที่โจทก์ทั้งสี่และบริวารสามารถใช้เส้นทางได้ตามปกติ หากจำเลยไม่ดำเนินการก็ให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี และห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวและขัดขวางในการที่โจทก์ทั้งสี่และบริวารใช้เส้นทางพิพาท จำเลยให้การว่า รูปแผนที่ตามเอกสารท้ายฟ้องไม่ถูกต้อง จำเลยเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินซึ่งมีใบเหยียบย่ำ เดิมจำเลยให้โจทก์ทั้งสี่และบุคคลอื่นอาศัยผ่านที่ดินของจำเลยเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะในหมู่บ้าน มีความกว้างประมาณ 1 เมตร ยาวตลอดแนวเขตที่ดินของจำเลย ทางพิพาทจึงไม่ใช่ทางสาธารณประโยชน์หรือทางภารจำยอมการที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน โดยวัดเอาทางดังกล่าวด้วยนั้นก็เพราะเป็นที่ของจำเลย การที่จำเลยเอาเสาปูนหรือเอาดินมาถมทางเป็นการกระทำในที่ดินของจำเลยเองไม่ทำให้โจทก์ทั้งสี่และบุคคลอื่นเดือดร้อน ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาจำเลยถึงแก่กรรม นายอานนท์ ไวยชิตาทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทกว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 1 เส้นตามเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.7 เป็นทางสาธารณประโยชน์ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปิดกั้นทางพิพาทและทำทางพิพาทให้กลับสู่สภาพที่โจทก์ทั้งสี่และบริวารสามารถใช้ทางได้ตามปกติ ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวขัดขวางมิให้โจทก์ทั้งสี่และบริวารใช้ทางพิพาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาโจทก์ที่ 4 ถึงแก่กรรม เด็กชายทศพล หาพิกุลทายาทของโจทก์ที่ 4 โดยนางสุภาภรณ์ มารุเกล้า มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมของโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของรวมในที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ทิศเหนือติดกับทางสาธารณประโยชน์กว้างประมาณ 3 เมตร และทิศตะวันออกติดกับที่ดินของจำเลย โจทก์ทั้งสี่อยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่โดยมีบ้านปลูกอยู่อาศัยบนที่ดินรวม 6 หลัง มีผู้อยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ประมาณ30 คน โจทก์ทั้งสี่และผู้ที่อยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ใช้ท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 320/2544 · ทนอย Thanoy