คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 3207/2559
หลักกฎหมาย
แม้ลายมือชื่อจำเลยในการทำนิติกรรมยื่นขอกู้และทำสัญญากู้ไว้แก่โจทก์จะเป็นลายมือชื่อปลอมที่ภริยาจำเลยเป็นผู้ดำเนินการให้แทน แต่จำเลยได้รับเงินกู้จากโจทก์ไปแล้ว การที่จำเลยได้รับเงินจากการกู้ยืมที่มีลายมือชื่อปลอมจึงเป็นการรับเงินกู้ไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ จำเลยต้องคืนเงินแก่โจทก์ในฐานลาภมิควรได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,318,983.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,284,667.44 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง กับให้โจทก์ชดใช้ค่าตรวจพิสูจน์หลักฐานแก่จำเลยเป็นเงิน 40,269 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,284,667.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมที่เป็นค่าตรวจพิสูจน์เอกสารให้ตกเป็นพับแก่จำเลยและให้จำเลยคืนเงิน 40,269 บาท แก่ศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด มิฉะนั้นให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อให้ได้เงินจำนวนดังกล่าวกลับคืนมายังศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นสมาชิกของโจทก์ นางสุดา เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยและเป็นพนักงานของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2546 ถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2555 นางสุดาเป็นผู้จัดทำคำขอกู้และสัญญากู้เงินสามัญ เป็นสัญญาเลขที่ 1303 ระบุว่า จำเลยเป็นผู้ขอกู้เงิน 372,000 บาท ตกลงจะชำระคืนเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 3,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยรวม 107 งวด เว้นแต่งวดสุดท้ายขอส่ง 1,000 บาท ตั้งแต่งวดประจำเดือนเมษายน 2554 เป็นต้นไป และมีลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นของจำเลยในช่องผู้กู้ คำขอกู้และสัญญากู้เงินสามัญ ยังมีข้อความระบุว่า จำเลยได้รับเงินกู้ 372,000 บาท โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 901-1-61226-4 และมีลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นของจำเลยในช่องผู้กู้/ผู้รับเงิน รวมทั้งมีข้อความว่า หักหนี้สามัญเดิมและดอกเบี้ยเป็นเงิน 334,500 บาท คงเหลือ 37,500 บาท นางสุดาเป็นผู้จัดทำคำขอกู้และสัญญากู้เงินสามัญ เป็นสัญญาเลขที่ 1966/54 ระบุว่า จำเลยเป็นผู้ขอกู้เงิน 1,200,000 บาท ตกลงจะชำระคืนเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 8,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยรวม 150 งวด ตั้งแต่งวดประจำเดือนสิงหาคม 2554 เป็นต้นไป และมีลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นของจำเลยในช่องผู้กู้ คำขอกู้และสัญญากู้เงินสามัญยังมีข้อความระบุว่า จำเลยได้รับเงินกู้ 1,200,000 บาท โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 15019480 และมีลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นของจำเลยในช่องผู้กู้/ผู้รับเงิน รวมทั้งมีข้อความว่า หักหนี้สามัญเดิมและดอกเบี้ยเป็นเงิน 358,000 บาท หนี้ฉุกเฉินและดอกเบี้ย 446.27 บาท คงเหลือ 841,553.73 บาท และด้านหลังคำขอกู้และสัญญากู้เงินสามัญเป็นหนังสือค้ำประกันเงินกู้สามัญและคำเตือนผู้ค้ำประกันที่ระบุว่า ดาบตำรวจวิภาค ดาบตำรวจพิชิตชัย ดาบตำรวจอำนวยและดาบตำรวจจักรินทร์ ผู้ค้ำประกัน โดยมีลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นของบุคคลทั้งสี่คนในช่องผู้ค้ำประกันที่อยู่ด้านล่างด้วย นางสุดาเป็นผู้จัดทำคำขอกู้และสัญญาเงินกู้เพื่อส่งเสริมอาชีพ เป็นหนังสือกู้ที่ 1366 ระบุว่า จำเลยเป็นผู้ขอกู้เงิน 200,000 บาท ตกลงจะชำระคืนเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยรวม 100 งวด ตั้งแต่งวดประจำเดือนกรกฎาคม 2555 เป็นต้นไป และมีลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นของจำเลยในช่องผู้กู้ คำขอกู้และสัญญาเงินกู้เพื่อส่งเสริมอาชีพดังกล่าวยังมีข้อความระบุว่า ยอดเงินที่อนุมัติ 200,000 บาท หักหนี้ฉุกเฉิน 89,700 บาท คงเหลือ 110,300 บาท โอนเข้าบัญชีธนาคารเลขที่ 15019480 และมีลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นของจำเลยในช่องผู้รับเงินและด้านหลังคำขอกู้และสัญญาเงินกู้เพื่อส่งเสริมอาชีพเป็นหนังสือค้ำประกันเงินกู้สามัญเพื่อส่งเสริมอาชีพระบุว่า สิบตำรวจเอกบรรจง ผู้ค้ำประกัน โดยมีลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นของสิบตำรวจเอกบรรจงอยู่ในช่องผู้ค้ำประกันด้วย ศาลชั้นต้นส่งคำขอกู้และสัญญากู้เงินสามัญ คำขอกู้และสัญญาเงินกู้เพื่อส่งเสริมอาชีพ ไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผลการตรวจพิสูจน์ระบุว่า ลายมือชื่อในช่องผู้กู้ไม่ตรงกับตัวอย่างลายมือชื่อจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานว่า โจทก์ได้โอนเงินตามคำขอกู้และสัญญากู้เงินสามัญ คำขอกู้และสัญญากู้เงินเพื่อส่งเสริมอาชีพ เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 901-1-61226-4 ของจำเลย รวมทั้งโจทก์ไม่มีหลักฐานว่ามีการโอนเงิน 741,553.73 บาท เข้าในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษเลขที่ 15019480 ดังนั้น จำเลยจึงไม่ได้รับเงินกู้จากโจทก์ คำขอกู้เงินไม่มีลายมือชื่อคู่สมรสให้ความยินยอม คำขอกู้เงินระบุว่าอนุมัติวันที่ 8 สิงหาคม 2554 แต่ตามเอกสารกลับระบุว่าวันที่ 5 สิงหา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง