ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 3209/2558

หลักกฎหมาย

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทจากผู้คัดค้านที่ 1 (จำเลย) ไปยังผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 เป็นคดีล้มละลายประมาณ 5 เดือนเศษ และต่อมาผู้คัดค้านที่ 4 ได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 อันเป็นการทำให้เจ้าหนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 เสียเปรียบตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 237 ถือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีล้มละลายคดีนี้เอง ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีได้ แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว แต่จะนำ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) มาใช้บังคับในกรณีไม่ได้ ส่วนการเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทเป็นไปโดยผลของคำสั่งหรือคำพิพากษา ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอน การโอนนั้นก็ยังชอบด้วยกฎหมายอยู่ กรณียังถือไม่ได้ว่ามีการผิดนัดนับแต่วันยื่นคำร้องอันจะเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องรับผิดในเรื่องดอกเบี้ยตามขอ ผู้ร้องคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้นับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนเป็นต้นไป

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2547 โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) (ซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนนี้) เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2547 และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2549 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 11.9 ตารางวา ระหว่างลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 ซึ่งคงเหลือเนื้อที่ 1 งาน 84.9 ตารางวา ระหว่างผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 5 โดยให้แก้ไขสารบัญทางทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 102026, 102027, 102991, 102992, 102993 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย รวม 5 โฉนด กลับมาเป็นชื่อของลูกหนี้ตามฐานะเดิม หากไม่สามารถกลับคืนสู่สถานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ชดใช้ราคาที่ดิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ผู้คัดค้านที่ 5 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 (ซึ่งคงเหลือเนื้อที่ 35 ตารางวา) ซึ่งดาบตำรวจสมชายได้มาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนไม่สามารถเพิกถอนการโอนที่ดินและจำนองให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านที่ 5 ชดใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ยื่นคำคัดค้าน ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว มีอำนาจแต่งตั้งทนายความและคัดค้านคำร้องของผู้ร้องหรือไม่ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า เมื่อลูกหนี้ (ผู้คัดค้านที่ 1) ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดอำนาจจัดกิจการทรัพย์สินตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 22 ลูกหนี้จึงไม่อาจแต่งตั้งทนายความเข้ามาคัดค้านได้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนทรัพย์สินระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 โดยให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 99818, 102026, 102027, 102991, 102992 และ 102993 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 และ 114 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 และให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม หากไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ผู้คัดค้านที่ 5 ร่วมรับผิดในที่ดินโฉนดเลขที่ 102026, 102027, 102991 ถึง 102993 เพียง 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวตั้งแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ผู้คัดค้านที่ 5 ชดใช้เงินจำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อแรกที่เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยก่อน คือ คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่วินิจฉัยว่า เมื่อลูกหนี้ (ผู้คัดค้านที่ 1) ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่มีอำนาจแต่งตั้งทนายความเข้ามาคัดค้านในคดีได้นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินจากผู้คัดค้านที่ 1 ไปยังผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 เป็นคดีล้มละลาย ประมาณ 5 เดือนเศษ และต่อมาผู้คัดค้านที่ 4 ได้โอนที่ดินพิพาทดังกล่าว 1 แปลง ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 อันเป็นการทำให้เจ้าหนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 เสียเปรียบตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ถือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีล้มละลายคดีนี้เอง ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีได้ จะนำพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) มาใช้บังคับในกรณีนี้ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้คำสั่งของศาลล้มละลายกลางในส่วนผู้คัดค้านที่ 1 จะไม่ชอบด้วยกฎหมายและผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านคำสั่ง แต่อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 มีประเด็นที
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3209/2558 · ทนอย Thanoy