ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560

ฎีกาที่ 3211/2560

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ลงมือกระทำความผิดตามที่มีผู้ว่าจ้างให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนในที่เกิดเหตุซึ่งถูกซุกซ่อนอยู่บริเวณโคนเสาป้ายสัญญาณจราจรทางโค้ง โดยลงจากรถไปยืนที่บริเวณดังกล่าวตามที่นัดหมายไว้ อันเป็นเหตุการณ์ใกล้ชิดกับความผิดสำเร็จ แต่จำเลยที่ 1 กระทำไปไม่ตลอดเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจมาพบและถูกจับกุมได้เสียก่อน จึงเป็นการพยายามกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 91 และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 703/2556 ของศาลจังหวัดอุดรธานี เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน คำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 เดือน 10 วัน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 703/2556 ของศาลจังหวัดอุดรธานีเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 รวมโทษจำเลยที่ 1 เป็นจำคุก 33 ปี 15 เดือน 10 วัน และปรับ 800,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 22 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับ 444,444.44 บาท เมื่อบวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 703/2556 ของศาลจังหวัดอุดรธานี และรวมกับโทษในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 22 ปี 14 เดือน และปรับ 444,444.44 บาท และให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้เข้ายึดถือครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นความผิดสำเร็จแล้ว โดยโจทก์อ้างว่าพันตำรวจตรี ศักดิ์ดา จ่าสิบตำรวจปราโมช ผู้ร่วมจับกุมซึ่งไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 เป็นประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันตรงกันว่า เห็นจำเลยที่ 1 ยืนอยู่ข้างเสาป้ายสัญญาณจราจร เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงทิ้งถุงพลาสติกที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางในมือลงพื้นแล้ววิ่งหนีไปขึ้นรถของจำเลยที่ 1 ขณะเห็นอยู่ห่างกันประมาณ 5 เมตร โดยอาศัยแสงไฟจากหน้ารถของพยานและของจำเลยที่ 1 เหตุที่ถุงพลาสติกที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนไม่ตกกระจัดกระจายออกไป เพราะจำเลยที่ 1 มิได้ขว้างปาหรือเหวี่ยงทิ้งโดยแรง ทั้งสายลับมิได้แจ้งว่าเมทแอมเฟตามีนถูกซุกซ่อนไว้ที่บริเวณเสาป้ายสัญญาณจราจรทางโค้งและตามคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ก็มิได้ให้การว่า ผู้ค้าจะนำเมทแอมเฟตามีนมาซุกซ่อนไว้ที่บริเวณเสาป้ายสัญญาณจราจรดังกล่าว ทำให้เชื่อได้ว่า คำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเป็นความจริงโดยไม่มีข้อสงสัยนั้น เห็นว่า แม้พันตำรวจตรี ศักดิ์ดาและจ่าสิบตำรวจปราโมชพยานโจทก์เบิกความตรงกันว่า เห็นจำเลยที่ 1 ทิ้งถุงเมทแอมเฟตามีน ดังโจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ตามภาพถ่ายที่เกิดเหตุ ป้ายสัญญาณจราจรทางโค้ง อยู่คนละฝั่งถนนกับรถของจำเลยที่ 1 และรถยนต์ของเจ้าพนักงานตำรวจที่ขับมาจอดประกบท้าย ทั้งทิศทางยังอยู่เยื้องไปทางด้านหลังรถของจำเลยที่ 1 จึงยังเป็นที่น่าสงสัยว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง