คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 3225/2542
หลักกฎหมาย
บรรยายฟ้องว่า ได้ทางภารจำยอมมาโดยอายุความนั้นรายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อที่ดินตามโฉนดต่าง ๆ ที่โจทก์ฟ้องและส่วนใดที่ได้ภารจำยอมในที่ดินของจำเลยเป็นรายละเอียดที่โจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณา แม้มิได้บรรยาย ฟ้องของโจทก์ก็ไม่เคลือบคลุม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 กำหนดว่าการที่จะมีภารจำยอมได้จะต้องมีที่ดินสองแปลง โดยที่ดินแปลงหนึ่งตกอยู่ในภารจำยอมของที่ดินอีกแปลงหนึ่ง และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 กำหนดว่าการที่จะได้ภารจำยอมโดยอายุความจะต้องเป็นการใช้เพื่อตน มิใช่เป็นการอาศัย ก่อนปี 2518 ทางพิพาทอยู่ในที่ดินของผู้มีชื่อซึ่งเป็นแปลงเดียวกันยังมิได้แบ่งแยก การใช้ทางพิพาทช่วงนี้จึงเป็นการใช้ในฐานะอาศัยเจ้าของที่ดิน ไม่เป็นการใช้สิทธิภารจำยอม ต่อมาภายหลังผู้มีชื่อได้แบ่งแยกที่ดินบางส่วนให้แก่โจทก์โดยพวกของโจทก์ได้ซื้อที่ดินจากโจทก์ และทางพิพาทอยู่ในที่ดินของจำเลย โจทก์กับพวกได้ใช้ทางพิพาทเดินเข้าออกสู่ทางสาธารณะเรื่อยมาเป็นระยะเวลาเกิน 10 ปีแล้วโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งทักท้วงและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ใดทางพิพาทจึงตกเป็นทางภารจำยอมโดยอายุความได้สิทธิแก่โจทก์กับพวกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสิบฟ้องขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 112030ตำบลสำโรงใต้ (สำโรง) อำเภอพระประแดง (พระโขนง)จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีทางเข้าออกสู่ถนนปู่เจ้าสมิงพราย มีความกว้าง 1.20 เมตร ยาวประมาณ 60 เมตร ในที่ดินดังกล่าวเป็นทางภารจำยอม ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องในทางดังกล่าว และขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนทางภารจำยอม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรั้วกำแพงออกไป หากไม่รื้อให้โจทก์ทั้งสิบมีอำนาจรื้อถอนเอง โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยเปิดทางพิพาทกว้าง1.20 เมตร ยาวประมาณ 60 เมตร โดยรื้อรั้วกำแพงออกไปห้ามจำเลยปิดกั้นและขัดขวางการใช้และให้จำเลยจดทะเบียนทางพิพาทดังกล่าวในที่ดินโฉนดเลขที่ 112030 ตำบลสำโรงใต้ (สำโรง) อำเภอพระประแดง (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ เป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 112031, 237218, 178785 และ 237219 ตำบลสำโรงใต้ (สำโรง) อำเภอพระประแดง (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ตามลำดับหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาคำขอนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 10 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ดินของจำเลยเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน มีนางทิม มาบำรุง เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ต่อมาเมื่อปี 2518 นางทิมแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 4 แปลง นางทิม ยกที่ดิน 1 แปลง ให้นางจำเนียรมาบำรุง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 112030 เอกสารหมาย จ.15 หรือ ล.2 นางทิมได้ยกที่ดินให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 2 แปลงตามโฉนดที่ดินเลขที่ 112031 และ 112032 เอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ต่อมานางจำเนียรยกที่ดินโฉนดเลขที่ 112030 ให้แก่นางสาวรุ่ง รุ่งใหรัญ และจำเลยซื้อที่ดินแปลงนี้ได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2528 สำหรับที่ดินของโจทก์ที่ 1 ต่อมาได้แบ่งขายให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ทางพิพาทอยู่ในที่ดินของจำเลยตามแผนที่สังเขป เอกสารหมาย จ.4 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อที่ดินตามโฉนดต่าง ๆ ที่โจทก์ฟ้อง และส่วนใดที่ได้ภารจำยอมในที่ดินของจำเลยนั้นเป็นรายละเอียดที่โจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณา ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่จำเลยฎีกาเป็นประการที่สองว่า ทางพิพาทมิใช่เป็นทางภารจำยอมนั้นฝ่ายโจทก์มีโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 เบิกความเป็นพยานทำนองเดียวกันว่า นางทิมทำทางพิพาทมานาน 20 กว่าปี โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินเข้าออกมาเป็นเวลานานเกินกว่า 10 ปี โดยโจทก์ที่ 1 ได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 112031 และ 112032 ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 จากนางทิมเมื่อปี 2518 ส่วนโจทก์ที่ 2 มาเช่าบ้านนางแดงเมื่อปี 2517 ซึ่งนางแดงได้เช่าที่ดินจากนางทิมปลูกบ้าน ต่อมาปี 2522 โจทก์ที่ 2 ซื้อบ้านจากนางแดงและเช่าที่ดินจากนางทิม ครั้นปี 2532 โจทก์ที่ 2 ได้ซื้อที่ดินที่ปลูกบ้านจากโจทก์ที่ 1 และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเมื่อปี 2537 ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.4 สำหรับโจทก์ที่ 3 ได้เข้ามาอยู่ในบ้านที่เช่าที่ดินนางทิมปลูกบ้านเมื่อปี 2520 ต่อมาโจทก์ที่ 3 ได้ซื้อที่ดินจากโจทก์ที่ 1 และได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเมื่อปี 2531 ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.5 ส่วนโจทก์ที่ 4 ได้เช่าที่ดินนางทิมปลูกบ้านเมื่อปี 2517 ย้ายทะเบียนเข้ามาอยู่ในที่ดินที่เช่าเมื่อปี 2520 ตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.23 ต่อมาเมื่อปี 2534 โจทก์ที่ 4 ขอซื้อที่ดินจากโจทก์ที่ 1 และโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนกันเมื่อปี 2537 ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.6 เห็นว่า พยานโจทก์มีโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 เบิกความยืนยันสอดคล้องต้องกันว่า นางทิมเป็นผู้ทำทางพิพาทมานาน 20 กว่าปีแล้วโจทก์ทั้งสี่ดังกล่าวใช้ทางพิพาทเดินเข้าออกมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี นอกจากนี้โจทก์ยังมีนางจินดา แทนรัตน์ ภริยาโจทก์ที่ 3ซึ่งเช่าที่ดินนางทิมปลูกบ้านตั้งแต่ปี 2520 และโจทก์ที่ 10 ซึ่งมาซื้อบ้านจากนายสนั่นผู้เช่าที่ดินนางทิมปลูกบ้านตั้งแต่ปี 2520 เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ได้ใช้ทางพิพาทเข้าออกตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ พยานโจทก์ดังกล่าวไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน แม้จะมีผลประโยชน์ในการใช้ทางพิพาท ก็น่าเชื่อว่าได้เบิกความตามความเป็นจริงฝ่ายจำเลยมีเพียงนางสาวนภาพร เตชะรุ่งโรจน์วงศ์ ผู้รับมอบอำนาจจำเลยและนางผ่อง เย็นสำราญ มาเบิกความเป็นพยานเท่านั้น ซึ่งผู้รับมอบอำนาจจำเลยมิได้เบิกความ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง