คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 3240/2543
หลักกฎหมาย
โจทก์ซึ่งมีสัญชาติไทยเป็นผู้คิดสร้างสรรค์งานภาพเขียน "พิธีคล้องช้าง"ซึ่งเป็นงานศิลปกรรมประเภทจิตรกรรมขึ้นมา โจทก์ย่อมเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานภาพเขียนดังกล่าวและมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนตามมาตรา 6,8 และ 15 แห่ง พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯส่วนจำเลยจะเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานภาพเขียนดังกล่าวที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นเพราะโจทก์สร้างสรรค์งานนี้โดยการรับจ้างจำเลยหรือไม่นั้น ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 10 งานสร้างสรรค์ที่ผู้รับจ้างทำขึ้นมาจะตกเป็นลิขสิทธิ์ของผู้ว่าจ้างก็ต่อเมื่อการว่าจ้างนั้นมีผลสมบูรณ์ผูกพันกันโดยชอบ การที่โจทก์สร้างสรรค์งานภาพเขียน "พิธีคล้องช้าง" ขึ้นมานั้น แม้จะมีเหตุมาจากที่จำเลยมาติดต่อกับโจทก์เพื่อให้โจทก์จัดทำป้ายโฆษณาคล้องช้างในงานอยุธยามรดกโลกก็ตาม แต่โจทก์กับจำเลยยังไม่ได้ตกลงกันในเรื่องที่สำคัญคือราคาค่าจ้างรวมทั้งรายละเอียดของภาพโฆษณา ต่อมาโจทก์ได้เขียนภาพต้นแบบขึ้นนำไปให้จำเลยพิจารณา จำเลยขอให้ปรับปรุงรายละเอียดบางประการ จากนั้นโจทก์จึงเสนอราคาค่าจ้าง แต่จำเลยเห็นว่าแพงไปและตกลงกันไม่ได้ จำเลยจึงไม่ว่าจ้างโจทก์ทำป้ายโฆษณาแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับจำเลยยังตกลงกันในเรื่องสาระสำคัญของสัญญาไม่ได้ การว่าจ้างหรือสัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์จำเลยยังไม่เกิดขึ้น จำเลยจึงไม่ได้เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ งานที่โจทก์ทำขึ้นจึงไม่ตกเป็นลิขสิทธิ์ของจำเลย แต่เป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์เพียงผู้เดียว ภาพเขียน "พิธีคล้องช้าง"ของโจทก์และภาพการคล้องช้างในป้ายโฆษณาที่จำเลยทำขึ้นเป็นภาพที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ ลักษณะเค้าโครงของภาพท่าทางของช้างและลักษณะเฉพาะของช้าง เช่นการงอเท้าและการยื่นเท้าคล้ายกัน และลักษณะการขยายส่วนของภาพจากภาพต้นแบบไปเป็นภาพในป้ายโฆษณาขนาดใหญ่มีขนาดของส่วนขยายที่คล้ายกัน ช้างตัวหน้ายกขาเหมือนกันตำแหน่งช้างก็อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ช้างตัวหลังมีท่าเดินเหมือนกันบรรยากาศ หรือส่วนประกอบของภาพก็เหมือนกัน ภาพในป้ายโฆษณาเป็นภาพที่มาจากต้นแบบ โดยดูจากการจัดองค์ประกอบของภาพทั้งหมด ตำแหน่งของการวางรูปช้างการยืนและท่าทางของช้าง รวมทั้งฉากหลังภาพซึ่งเป็นเพนียดท่าทางของคนที่อยู่บนหลังช้างรวมทั้งสีของภาพและลักษณะการคล้องช้าง ประกอบกับจำเลยเป็นผู้ดำเนินการจัดทำป้ายโฆษณาขึ้นโดยการถือเอาภาพ "พิธีคล้องช้าง" ของโจทก์เป็นต้นแบบจึงเป็นการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์และนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ การทำป้ายโฆษณาของจำเลยอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เป็นเพียงการโฆษณาให้มีผู้มาเที่ยวงานอยุธยามรดกโลก แม้จำเลยจะได้ผลประโยชน์จากการที่มีผู้มาเที่ยวงานชมพิธีคล้องช้างของจำเลยก็ตามจำเลยก็มิได้นำภาพการคล้องช้างในป้ายโฆษณาไปทำการค้าขายหากำไรโดยตรง การกระทำของจำเลยยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 69 วรรคสอง แม้ภาพการคล้องช้างที่จำเลยดำเนินการจัดทำเป็นป้ายโฆษณานำไปติดตั้งโฆษณาอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์จะมีถึง 4 ป้ายด้วยกันก็ตาม แต่ในการจัดทำป้ายโฆษณาทั้ง 4 ป้ายและนำไปติดตั้งโฆษณา 4 แห่ง จำเลยมีวัตถุประสงค์เดียวคือเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์งานอยุธยามรดกโลก จึงเป็นกรณีมีเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยเจตนาเดียวเท่านั้น เพียงแต่ได้มีการทำป้ายโฆษณาเพื่อนำออกโฆษณาเผยแพร่หลายแผ่นป้ายด้วยกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 587ป.อ. 91พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 6พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 8พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 10พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 15พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 27พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 69
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ ทำ หรือก่อให้เกิดงานภาพเขียนพิธีคล้องช้าง (ตำราหลวง) งานอยุธยามรดกโลก ภาพ "พิธีคล้องช้าง"อันเป็นงานศิลปกรรมประเภทจิตรกรรม สร้างสรรค์รูปทรงที่ประกอบด้วยเส้น แสง สี หรือสิ่งอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ลงบนแผ่นกระดาษเพื่อใช้เป็นต้นฉบับงานจิตรกรรมภาพเขียน โดยความคิดสร้างสรรค์ของโจทก์เอง ซึ่งโจทก์เป็นผู้มีสัญชาติไทยและอยู่ในประเทศไทยตลอดเวลาการสร้างสรรค์งาน โจทก์จึงเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานจิตรกรรมภาพเขียนที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นดังกล่าว จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายต่างกรรมกัน คือ จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์นำเอางานภาพเขียนพิธีคล้องช้างที่โจทก์มีลิขสิทธิ์ไปทำซ้ำ ดัดแปลง ด้วยการทำหรือถ่ายสำเนาจากต้นฉบับภาพเขียน แล้วนำสำเนาภาพดังกล่าวไปเป็นต้นแบบ ทำการเขียนแผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นการลอกเลียนแบบงานภาพเขียนของโจทก์ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญทั้งหมดโดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นมาใหม่ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน แล้วจำเลยนำเอาภาพเขียนที่จำเลยลอกเลียนลงบนแผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ทำให้ปรากฏแก่สาธารณชน โดยติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาไว้ที่ริมทางสาธารณะในท้องที่ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจำนวน 1 แผ่น ในท้องที่ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา 1 แผ่นในท้องที่ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา1 แผ่น และในท้องที่ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา1 แผ่น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15, 27,69 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของปางช้างอยุธยา แล เพนียด ได้เข้าร่วมจัดงานอยุธยามรดกโลกกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยระหว่างวันที่ 12 ถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2540 โดยจำเลยมีส่วนรับผิดชอบในการจัดแสดงพิธีคล้องช้าง ก่อนจัดงานต้องมีการติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่เพื่อชักชวนประชาชนมาเที่ยวชมงาน จำเลยให้นายคึกฤทธิ์หรือขาว ขาวละมัยซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยไปติดต่อหาผู้รับจ้างเขียนภาพการคล้องช้างทำแผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ นายคึกฤทธิ์ติดต่อกับโจทก์ โจทก์จึงได้เขียนภาพการคล้องช้างต้นแบบลายเส้นและลงสีตามภาพหมาย จ.7 และ จ.8 ขึ้นโดยเสนอราคาค่าจ้างทำป้ายโฆษณาป้ายละ 50,000 บาท แต่ตกลงราคากับจำเลยไม่ได้ จำเลยจึงไม่ได้ว่าจ้าง โจทก์ทำแผ่นป้ายโฆษณาดังกล่าว ต่อมาปรากฏว่ามีแผ่นป้ายโฆษณาภาพการคล้องช้างโฆษณางานอยุธยามรดกโลกติดตั้งอยู่ที่สถานที่ต่าง ๆ 4 แห่ง ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามภาพถ่ายหมาย จ.10ถึง จ.13 มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกว่า โจทก์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานภาพเขียน"พิธีคล้องช้าง" ตามภาพหมาย จ.8 หรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะเป็นผู้สร้างสรรค์งานตามภาพหมาย จ.8 ขึ้นมาก็ตาม แต่โจทก์รับจ้างจำเลยจัดทำขึ้น ลิขสิทธิ์ในงานภาพเขียนดังกล่าวจึงตกเป็นของจำเลยผู้ว่าจ้างตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10 เป็นการไม่ชอบ เพราะสัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยยังไม่เกิดขึ้นเนื่องจากยังตกลงเรื่องราคาในการจัดทำป้ายโฆษณากันไม่ได้ ลิขสิทธิ์ในงานภาพเขียนนี้จึงยังเป็นของโจทก์อยู่นั้น เห็นว่า เมื่อทางพิจารณารับฟังได้ว่าโจทก์ซึ่งมีสัญชาติไทยเป็นผู้คิดสร้างสรรค์งานภาพเขียนภาพ "พิธีคล้องช้าง" ตามภาพหมาย จ.8ซึ่งเป็นงานศิลปกรรมประเภทจิตรกรรมขึ้นมาตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาแล้ว โจทก์ย่อมเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานภาพเขียนดังกล่าวและมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ในการทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนตามมาตรา 6, 8 และ 15 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ส่วนจำเลยจะเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานภาพเขียนหมายจ.8 ที่โจทก์เป็นผู้คิดสร้างสรรค์ขึ้นเพราะโจทก์สร้างสรรค์งานนี้โดยการรับจ้างจำเลยหรือไม่นั้น ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 10 ที่บัญญัติว่า "งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่นให้ผู้ว่าจ้างมีลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น" ตามบทบัญญัติดังกล่าวนี้ย่อมเห็นได้ว่างานสร้างสรรค์ที่ผู้รับจ้างทำขึ้นมาจะตกเป็นลิขสิทธิ์ของผู้ว่าจ้างก็ต่อเมื่อการว่าจ้างนั้นมีผลสมบูรณ์ผูกพันกันโดยชอบ การที่โจทก์สร้างสรรค์งานภาพเขียนหมาย จ.8 ขึ้นมานั้น แม้ข้อเท็จจร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง