คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 3245/2545
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกมีเจตนาทุจริตที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่เบื้องต้น ส่วนการหลอกลวงว่าจะรับซื้อที่ดินจำนวนมากก็ดี หรือการหลอกลวงว่าจะพาไปซื้อรถยนต์ราคาถูกก็ดี ล้วนเป็นการสร้างกลอุบายเพื่อให้บรรลุผลเอาเงินสดของผู้เสียหายไปโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หาใช่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงไม่
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกอีก 3 คน ร่วมกันวางแผนหลอกลวงเอาเงินของนายทองจีน นันทรัตน์ ผู้เสียหาย โดยจำเลยทั้งสามอ้างว่าจำเลยทั้งสามกับพวกรู้จักคุ้นเคยกับผู้จัดการบริษัทโตโยต้าศรีสะเกษ จำกัด สามารถซื้อรถยนต์ที่มีสภาพใหม่ได้ในราคาถูกเป็นพิเศษ หากผู้เสียหายต้องการซื้อจำเลยทั้งสามกับพวกสามารถติดต่อให้ได้ซึ่งไม่เป็นความจริงจนผู้เสียหายหลงเชื่อยอมไปถอนเงินจำนวน 250,000 บาท จากธนาคารเพื่อนำไปซื้อรถยนต์ หลังจากได้รับเงินแล้วจำเลยทั้งสามกับพวกได้แอบลักเงินจำนวน 250,000 บาท ของผู้เสียหายหลบขึ้นรถยนต์ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนซึ่งได้ตระเตรียมไว้ขับหนีออกไปจากที่เกิดเหตุทันทีอันเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดการพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335(7), 336 ทวิกับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 140,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินที่ลักไปและยังไม่ได้คืนจำนวน 140,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 2 มิได้ยื่นฎีกา ส่วนจำเลยที่ 3 ยื่นฎีกาแต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงยุติในปัญหาข้อเท็จจริง คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 1ร่วมกับพวกกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายทองจีน นันทรัตน์ ผู้เสียหายและนางกันหา นันทรัตน์ ภริยาผู้เสียหายเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยที่ 1กับพวกได้พาผู้เสียหายไปพบจำเลยที่ 2 ซึ่งอ้างตนว่าเป็นเสี่ยใหญ่ต้องการซื้อที่ดินจำนวนมาก โดยจำเลยที่ 3 อ้างตนว่าเป็นที่ปรึกษาบริษัทได้เข้าร่วมในการเจรจาด้วยหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 กับพวกได้เกลี้ยกล่อมให้ผู้เสียหายซื้อรถยนต์ โดยให้ผู้เสียหายเบิกเงินจากธนาคารจำนวน 250,000 บาท เพื่อนำไปซื้อรถยนต์ เมื่อผู้เสียหายเบิกเงินมาแล้วได้มอบให้นางกัณหาเก็บไว้ในตะกร้าหมาก แต่พวกของจำเลยที่ 1 ได้คว้าเงินจำนวนดังกล่าวไปให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่าจะเอาเงินไปให้เถ้าแก่หรือเสี่ยใหญ่เพื่อซื้อรถ ในที่สุดจำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายและนางกันหาไปส่งที่บ้าน บอกว่าวันรุ่งขึ้นเวลา 8 นาฬิกาจะมารับ ถึงกำหนดนัดจำเลยที่ 1 ไม่มาพบ ผู้เสียหายและนางกัณหาออกตามหาจำเลยที่ 1 กับพวกแต่ไม่พบ จึงทราบว่าถูกจำเลยที่ 1 กับพวกหลอกลวง และนำความไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจ พยานหลักฐานของโจทก์ได้ความด้วยว่าพวกของจำเลยที่ 1 ซึ่งถูกฟ้องในคดีก่อนได้ให้การรับสารภาพและคืนเงินจำนวน110,000 บาท ตามที่ผู้เสียหายเรียกร้องและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คำเบิกความของผู้เสียหายและนางกัณหาสอดคล้องต้องกันและเชื่อมโยงเป็นลำดับขั้นตอนสมเหตุสมผล ทั้งไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1กับพวกอันจะเป็นเหตุให้มาเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยที่ 1 กับพวกให้ต้องรับโทษพยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกกระทำผิดตามฟ้อง ข้อที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าผู้เสียหายเล่นการพนันกับจำเลยที่ 1 และเสียเงินให้จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างตนเป็นผู้เสียหายได้นั้นเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนประเด็นที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือฉ้อโกงนั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกเป็นกรณีมีเจตนาทุจริตที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่เบื้องต้น ส่วนการหลอกลวงว่าจะรับซื้อที่ดินจำนวนมากก็ดี หรือการหลอกลวงว่าจะพาไปซื้อรถยนต์ราคาถูกก็ดี ล้วนเป็นการสร้างกลอุบายเพื่อให้บรรลุผล คือการเอาเงินสดของผู้เสียหายจำนวน 250,000 บาท ไปโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง หาใช่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงดังฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กล่าวอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3ในปัญหาข้อกฎหมายฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นข้อสุดท้ายว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามพฤติการณ์การกระทำผิดของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นขบวนการโดยร่วมกับพวกหลายคนวางแผนลักทรัพย์
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง