ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 3270/2552

หลักกฎหมาย

ตามพฤติการณ์จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นได้ว่า รถที่จำเลยที่ 1 ขับอาจเฉี่ยวชนผู้เสียหายให้ได้รับอันตรายแก่กายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ไม่เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ คำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีที่ขอให้นับโทษต่อ แม้จะระบุคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษต่อก็เป็นคำขอที่ไม่มีข้อเท็จจริงในคำฟ้องเพราะคำฟ้องมิได้บรรยายไว้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่ขอให้นับโทษต่อข้อความที่โจทก์ระบุมาในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องอื่นที่มิได้ระบุว่าขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในส่วนดังกล่าวเป็นเพียงคำอธิบายและเหตุผลของโจทก์ในการขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องไม่อาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายมาในคำฟ้องโจทก์แล้ว โจทก์จะขอให้ถือเอาคำขอท้ายฟ้องซึ่งมีข้อเท็จจริงนอกเหนือไปกว่าที่กล่าวไว้ในฟ้องไปนับโทษติดต่อกันเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 21, 22, 24, 25, 152 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 84, 91, 289, 371 ริบของกลางนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 679/2544 ของศาลจังหวัดขอนแก่น และโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 471/2542 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมโดยจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาขับรถไม่มีใบอนุญาต ขับรถโดยฝ่าฝืนสัญญาณจราจร ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน โดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง, 22 (2), 24 (3), 25 (1), 152 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) ประกอบด้วยมาตรา 80 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต จำคุก 1 เดือน ฐานขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจร ปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน ปรับ 500 บาท ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่จำคุกตลอดชีวิตคำรับข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 53 จำคุก 37 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 37 ปี 6 เดือน 15 วัน ปรับ 500 บาท และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 679/2544 ของศาลจังหวัดขอนแก่น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 471/2542 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ริบของกลางทั้งหมด จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ประกอบด้วยมาตรา 80 จำคุก 2 ปี ลดโทษหนึ่งในสี่แล้ว จำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษความผิดกระทงอื่นแล้ว รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน 15 วัน ปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอนับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่679/2544 ของศาลจังหวัดขอนแก่น คืนอาวุธปืนขนาด .38 และกระสุนปืนขนาด .38 ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถยนต์เก๋งมีจำเลยที่ 2 นั่งมาด้วยกันในรถฝ่าด่านตรวจค้นไป มาดำเนินคดีหลายข้อหา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานขับรถยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตและขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจร โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นอันยุติ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือไม่ โจทก์นำสืบว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นสี่แยกถนนสายหล่มสัก - พิษณุโลก ซึ่งเป็นถนนสายหลักเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดตัดกับถนนสายบ้านน้ำชุน - บ้านน้ำก้อ ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 20.20 นาฬิกา มีแสงสว่างจากไฟฟ้าสาธารณะข้างทางและไฟนีออนที่แผงไฟจราจรซึ่งนำไปตั้งขวางทางที่กลางสี่แยกส่องสว่างมองเห็นได้ในระยะ 150 เมตร ร้อยตำรวจโทบุญเลิศ ผู้เสียหายเบิกความว่า มีเจ้าพนักงานตำรวจประมาณ 15 คน ยืนอยู่กลางถนนด้านหน้าห่างจากแผงไฟจราจรประมาณ 30 เมตร คอยให้สัญญาณเรียกให้รถยนต์ที่แล่นผ่านมาจอดที่ข้างทาง ส่วนผู้เสียหายและเจ้าพนักงานตำรวจอีก 2 คน ยืนอยู่ด้านหลังแผงไฟจราจรห่างประมาณ 3 เมตร คอยให้สัญญาณเรียกให้รถที่ผ่านจุดแรกมาจอดเพื่อตรวจค้นอีกครั้งหนึ่ง จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์เก๋งสีขาวมีจำเลยที่ 2 นั่งมาในรถแล่นผ่านมาด้วยความเร็วประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงถึงจุดเจ้าพนักงานตำรวจชุดแรกยืนอยู่ลักษณะชะลอความเร็วรถลงแต่ไม่จอดข้างทาง ผู้เสียหายจึงออกไปที่กลางถนนให้สัญญาณมือและสัญญณกหว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3270/2552 · ทนอย Thanoy