ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564

ฎีกาที่ 3298/2564

หลักกฎหมาย

คำเบิกความของพยานผู้ร้องประกอบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2560 ซึ่งวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ร. ก. และ ว. มีความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงขายที่ดินให้แก่กรมควบคุมมลพิษตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 และพิพากษาลงโทษผู้คัดค้านที่ 2 ร. ก. และ ว. แล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 ที่เป็นคู่ความในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2560 จึงต้องผูกพันตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน ผู้คัดค้านที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2560 แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกงด้วยการหลอกลวงขายที่ดินก็ตาม แต่ผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาตรา 51 วรรคสาม ก็ไม่ได้หมายความเฉพาะผู้ร่วมกระทำความผิดเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงผู้ที่มีการติดต่อสัมพันธ์ใกล้ชิดหรือมีการทำธุรกรรมกับผู้กระทำความผิดด้วย เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบริษัทหนึ่งในกิจการร่วมค้า N และผู้คัดค้านที่ 1 กับบริษัทอื่นในกิจการร่วมค้า N ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ ว. ออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบจากบริษัท ค. ที่ ว. ถือหุ้นอยู่ เพื่อนำมาใช้ก่อสร้างโครงการจัดการน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษ ย่อมรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน เงินที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินเป็นเงินที่ผู้คัดค้านทั้งสามได้รับมาตามสัญญาการออกแบบรวมก่อสร้างและจ้างเหมาเบ็ดเสร็จที่กิจการร่วมค้า N ทำกับกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งได้ความว่าสัญญาดังกล่าวและสัญญาจัดหาที่ดินก่อสร้างโครงการเกิดขึ้นโดยการทุจริตและกิจการร่วมค้า N เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการทุจริตดังกล่าว โดยบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาที่ดินและขายที่ดินให้กรมควบคุมมลพิษมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กับบริษัทหุ้นส่วนในกิจการร่วมค้า N กับได้ความว่า บริษัทผู้คัดค้านทั้งสามเป็นบริษัทที่มีความเกี่ยวพันและกรรมการบริษัทของผู้คัดค้านทั้งสามที่เกี่ยวข้องก็ถูกศาลฎีกาพิพากษาลงโทษแล้ว เงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้รับไปตามสัญญาการออกแบบรวมก่อสร้างฯ ที่ทำกับกรมควบคุมมลพิษจึงเป็นเงินที่ได้จากการกระทำความผิดมูลฐาน ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 แม้มิได้เป็นหุ้นส่วนในกิจการร่วมค้า N แต่ก็เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทหนึ่งในกิจการร่วมค้า N นอกจากนี้ผู้คัดค้านที่ 3 ยังมี ร. เป็นกรรมการซึ่งมีความเกี่ยวพันกับบริษัทที่ร่วมกระทำความผิดทั้งในกลุ่มจัดหาที่ดินและกลุ่มประมูลงานก่อสร้างโครงการ และ ร. ได้นำผู้คัดค้านที่ 3 เข้าร่วมกระทำความผิดด้วย เพราะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ ร. จะได้รับผลประโยชน์จากโครงการนี้ ย่อมถือได้ว่าเงินที่ผู้คัดค้านที่ 3 ได้รับไปตามสัญญาการออกแบบรวมก่อสร้างฯ ที่กิจการร่วมค้า N ทำกับกรมควบคุมมลพิษเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน ซึ่งแม้เงินดังกล่าวศาลปกครองสูงสุดพิจารณาให้กรมควบคุมมลพิษจ่ายตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ แต่ก็เป็นการจ่ายตามมูลสัญญาการออกแบบรวมก่อสร้าง ฯ ที่เชื่อมโยงเกี่ยวพันกับการทุจริตจัดหาที่ดินก่อสร้างโครงการ ทั้งการพิจารณาคดีนี้กับการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดเป็นการพิจารณาวินิจฉัยคนละประเด็น โดยศาลปกครองสูงสุดมิได้พิจารณาประเด็นตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และการทุจริตต่อหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา ถึงแม้การจ่ายเงินตามสัญญาการออกแบบรวมก่อสร้างฯ ระหว่างกรมควบคุมมลพิษแก่กิจการร่วมค้า N จะเป็นไปตามคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ก็อาจถูกสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ได้ คดีขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เป็นคดีแพ่ง มิใช่คดีอาญา และมูลเหตุการขอให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินต้องเริ่มนับแต่วันที่ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ได้รับเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มีผลใช้บังคับแล้ว จึงมิใช่เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ทั้งการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ในการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นมาตรการทางแพ่งที่ให้อำนาจรัฐติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจากผู้ครอบครองทรัพย์สินเพื่อมิให้นำทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก อันเป็นการตัดวงจรการประกอบอาชญากรรม จึงไม่ใช่การใช้สิทธิเรียกร้องในหนี้ทางแพ่งระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ ไม่อยู่ในบังคับอายุความตาม ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ 6 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องได้โดยไม่มีอายุความ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ล. เลขที่บัญชี 601 – 3 – 07XXX - X ชื่อบัญชีบริษัท ก. (ผู้คัดค้านที่ 2) จำนวน 50,067,374.24 บาท เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร อ. สาขาสำนักงานใหญ่ เลขที่บัญชี 001 – 0 – 16XXX - X ชื่อบัญชีบริษัท ก. (ผู้คัดค้านที่ 2) จำนวน 20,000,000 บาท เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. สาขาเดอะมอลล์บางแค เลขที่บัญชี 238 – 2 – 30XXX - X ชื่อบัญชีบริษัท ป. (ผู้คัดค้านที่ 1) จำนวน 30,000,000 บาท เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ล. เลขที่บัญชี 601 – 3 – 01539 – 300000XXXX ชื่อบัญชี M. PUBLIC COMPANY LIMITED (ผู้คัดค้านที่ 3) จำนวน 50,416,206.85 บาท บัญชีการลงทุนของลูกค้าเลขที่ 56XXX - X ชื่อ M. PUBLIC COMPANY LIMITED (ผู้คัดค้านที่ 3) ธนาคาร ท. ใบรับฝากเงินเลขที่ DEP F – 00 – 000300XXXX จำนวน 20,000,000 บาท บัญชีการลงทุนของลูกค้าเลขที่ 56XXX - X ชื่อ M. PUBLIC COMPANY LIMITED (ผู้คัดค้านที่ 3) ธนาคาร ท. ใบรับฝากเงินเลขที่ DEP F – 00 – 000301XXXX จำนวน 30,000,000 บาท และเงินฝากในบัญชีผู้ฝากเลขที่ 4XXXX ชื่อลูกค้าบริษัท ก. (ผู้คัดค้านที่ 2) ประเภทใบรับฝากเงิน มีกำหนดระยะเวลา 3 เดือน เลขที่ 02XXXX ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2559 ครบกำหนดวันที่ 23 กันยายน 2559 ออกโดยบริษัท ง. เงินต้นจำนวน 40,000,000 บาท และดอกเบี้ยค้างรับจำนวน 141,150.68 บาท รวมเป็น 40,141,150.68 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้น ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำร้องคัดค้านว่าขอให้ยกคำร้อง ผู้ขอคุ้มครองสิทธิยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งคุ้มครองสิทธิของผู้ขอคุ้มครองสิทธิ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เงินตามบัญชีทรัพย์ จำนวน 7 รายการ พร้อมด้วยดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านทั้งสามและผู้ขอคุ้มครองสิทธิอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินในบัญชีเงินฝากประจำ 12 เดือน ของผู้คัดค้านที่ 1 เลขที่บัญชี 238 – 2 – 30XXX - X จำนวน 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ชำระหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 1 ค้างชำระต่อผู้ขอคุ้มครองสิทธิตามสัญญากู้เงิน สัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ตลอดจนหนี้อื่น ๆ ที่ผู้คัดค้านที่ 1 มีต่อผู้ขอคุ้มครองสิทธิ ส่วนที่เหลือให้ตกเป็นของแผ่นดิน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่ผู้ขอคุ้มครองสิทธิ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังยุติว่า โครงการจัดการน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษจังหวัดสมุทรปราการ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนสัญญาจัดหาที่ดินก่อสร้างโครงการ และส่วนสัญญาการออกแบบรวมก่อสร้างและจ้างเหมาเบ็ดเสร็จ โดยกิจการร่วมค้า N ซึ่งประกอบด้วยบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 บริษัท ว. บริษัท ส. และบริษัท ก. ได้รับอนุมัติจัดจ้างให้เป็นผู้ดำเนินโครงการ และเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้รับจ้างช่วง และกิจการร่วมค้า N ได้รับค่าจ้างก่อสร้างจากกรมควบคุมมลพิษไปบางส่วนแล้ว ในส่วนการจัดหาที่ดินของโครงการ พนักงานอัยการได้ฟ้องนายวัฒนา อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีมติชี้มูลกล่าวหาว่า นายวัฒนาเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่นเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิที่ดินในโครงการนี้โดยมิชอบทับที่ดินสาธารณประโยชน์และที่ทิ้งขยะซึ่งเป็นที่หวงห้ามแล้วนำไปขายให้กรมควบคุมมลพิษ โดยนายวัฒนาเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการในบริษัท ห. ได้กว้านซื้อที่ดินจากราษฎรตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการหลายแปลง เนื้อที่ประมาณ 1,900 ไร่ ต่อมาบริษัท ม. ซื้อที่ดินดังกล่าวจากบริษัท ห. ในราคา 88,000,000 บาท โดยไม่มีการชำระราคา และตีราคาที่ดินเป็นหุ้นบริษัท ม. ให้บริษัท น. ของนายวัฒนาถือไว้ ต่อมาบริษัท ม. และบริษัท ค. ได้นำที่ดินดังกล่าวไปขายให้กรมควบคุมมลพิษ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 13150, 13817, 15024, 15528 และ 15565 ออกโดยไม่ชอบ และนายวัฒน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3298/2564 · ทนอย Thanoy