คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2566
ฎีกาที่ 3299/2566
หลักกฎหมาย
การประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นอำนาจอิสระของผู้ประเมินแต่ละคน ซึ่งแต่ละคนอาจรับรู้การปฏิบัติงานของโจทก์แตกต่างกันไป ย่อมทำให้แต่ละคนมีความเห็นแตกต่างกันได้เป็นปกติธรรมดา หาใช่ว่า ว. ต้องประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ในระดับ "ดีเยี่ยม" ตามความเห็นของผู้บังคับบัญชาที่เคยประเมินไว้ในครั้งก่อนหรือตามความเห็นของประธานสหภาพแรงงานไม่ ว. ก็ไม่ได้มีอคติหรือกลั่นแกล้งโจทก์ การประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์โดย ว. จึงเป็นไปตามคำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 แต่เมื่อการประเมินผลการปฏิบัติงานดังกล่าวนำมาใช้กับการพิจารณาขึ้นเงินเดือนและเลื่อนระดับตำแหน่งด้วย ซึ่งในการพิจารณาขึ้นเงินเดือนนั้น จำเลยมีคำสั่งจำเลยที่ รค.9/2549 เรื่อง การพิจารณาขึ้นเงินเดือนตามผลการปฏิบัติงาน โดยข้อ 5.2.3 ระบุว่า พิจารณาขึ้นเงินเดือนในอัตราร้อยละของแต่ละระดับการประเมินผลการปฏิบัติงานตามระยะเวลาปฏิบัติงานจริงของพนักงาน โดยจำนวนเงินที่ใช้ในการขึ้นเงินเดือนต้องไม่เกินวงเงินงบประมาณที่ส่วนงานได้รับจัดสรร ดังนั้น การประเมินผลการปฏิบัติงานตามคำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 จึงต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ตามคำสั่งจำเลยที่ รค.9/2549 ด้วย เมื่อ ว. ได้ประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลัง โดยนำคะแนนประเมินทั้งในส่วนของประธานสหภาพแรงงานและในส่วนของผู้บังคับบัญชามารวมกันแล้วเฉลี่ยระดับผลการปฏิบัติงานของพนักงานในส่วนส่งมอบบริการภาครัฐที่ 1 จำนวน 12 คน ซึ่งได้เงินงบประมาณมาเดือนละ 30,719.93 บาท เพื่อให้ลงตัวกับวงเงินงบประมาณที่ได้รับมา จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานตามคำสั่งจำเลยที่ รค.9/2549 และคำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 การประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลัง จึงชอบด้วยระเบียบ คำสั่ง และประกาศที่จำเลยกำหนดไว้แล้ว กรณีไม่มีเหตุให้ประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลังใหม่
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ ต.60/2562 เรื่อง ขึ้นเงินเดือนพนักงานประจำปี 2561 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2562 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นเงินเดือนของโจทก์ โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันออกคำสั่ง เพิกถอนมติคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ ในการประชุมครั้งที่ 4/2562 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ระเบียบวาระที่ 5.3 ให้จำเลยประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ โดยดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบ คำสั่ง ประกาศ หลักเกณฑ์ขั้นตอนวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานที่เป็นกรรมการสหภาพแรงงาน และให้จำเลยดำเนินการออกคำสั่งขึ้นเงินเดือนพนักงานประจำปี 2561 ให้โจทก์ใหม่ โดยการขึ้นเงินเดือนให้โจทก์ร้อยละ 9 มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยดำเนินการล่าช้า ขอให้การปรับขึ้นเงินเดือนในปีถัดไปใช้อัตราการขึ้นเงินเดือนอัตราใหม่เป็นฐานในการคิดคำนวณการขึ้นเงินเดือนในปีถัดไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าจ้างส่วนที่ขาดไปร้อยละ 2 เป็นเงินเดือนละ 1,530 บาท ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 จ่ายเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัท ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ส่วนที่ขาดหายไป ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 และให้จำเลยดำเนินการออกคำสั่งเลื่อนระดับตำแหน่งให้โจทก์จากตำแหน่งวิศวกร 8 เป็นตำแหน่งวิศวกร 9 ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนมติคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ ในการประชุมครั้งที่ 4/2562 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ระเบียบวาระที่ 5.3 โดยให้จำเลยประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลังเสียใหม่ ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์คำสั่งของจำเลยที่ รค.19/2559 (ที่ถูก คำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 เรื่อง การประเมินผลการปฏิบัติงาน) แล้วนำไปพิจารณาการขึ้นเงินเดือนและการเลื่อนระดับตำแหน่งของโจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา หากพิจารณาแล้วส่งผลให้มีการปรับเพิ่มเงินเดือนหรือปรับเลื่อนตำแหน่งของโจทก์ให้มีผลย้อนไปในวันที่คำสั่งของจำเลย เรื่องการขึ้นเงินเดือนประจำปี 2561 (ที่ถูก คำสั่งจำเลยที่ ต.60/2562 เรื่อง ขึ้นเงินเดือนพนักงานประจำปี 2561 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2562) และคำสั่งเรื่องการเลื่อนระดับตำแหน่งประจำปี 2561 (ที่ถูก คำสั่งจำเลยที่ ต.172/2562 เรื่อง เลื่อนระดับตำแหน่งพนักงานประจำปี 2561 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2562) มีผลใช้บังคับ คำขออื่นของโจทก์ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาและที่คู่ความไม่โต้เถียงกันได้ความว่า เดิมจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2497 มีฐานะเป็นนิติบุคคล ต่อมาจำเลยแปรรูปเป็นบริษัทมหาชนจำกัดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2534 จนถึงปัจจุบัน มีตำแหน่งเป็นวิศวกร 8 ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการศูนย์ส่งมอบบริการภาครัฐที่ 1.3 สังกัดส่วนส่งมอบบริการภาครัฐที่ 1 (รปฒ.1) ฝ่ายปฏิบัติการลูกค้าองค์การ (ปฒ.) ได้รับค่าจ้างเดือนละ 81,370 บาท โจทก์เคยเป็นคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ในสถานประกอบการของจำเลยระหว่างปี 2558 ถึง 2561 จำเลยมีประกาศจำเลย เรื่อง อัตราการขึ้นเงินเดือนพนักงานประจำปี 2561 โดยแบ่งระดับผลการปฏิบัติงานเป็น 5 ระดับตามคะแนน คือ คะแนน 4.5 ถึง 5 อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม คะแนน 4 ถึง 4.49 อยู่ในเกณฑ์ดีมาก คะแนน 3 ถึง 3.99 อยู่ในเกณฑ์ดี คะแนน 2 ถึง 2.99 อยู่ในเกณฑ์พอใช้ และคะแนน 1 ถึง 1.99 อยู่ในเกณฑ์ควรปรับปรุง สำหรับพนักงานระดับ 8 ที่มีเงินเดือนระหว่าง 63,081 ถึง 83,160 บาท จะได้รับการขึ้นเงินเดือนตามผลการปฏิบัติงานดังกล่าว โดยระดับดีเยี่ยม ดีมาก และ ดี ได้ขึ้นเงินเดือนอัตราร้อยละ 9 ถึงร้อยละ 11 อัตราร้อยละ 7.8 ถึงร้อยละ 8.8 และอัตราร้อยละ 5.3 ถึงร้อยละ 7.6 ตามลำดับ จำเลยมีหลักเกณฑ์การขึ้นเงินเดือนตามระเบียบจำเลย ว่าด้วย การขึ้นเงินเดือนพนักงาน พ.ศ. 2548 และคำสั่งจำเลยที่ รค.9/2549 เรื่อง การพิจารณาขึ้นเงินเดือนตามผลการปฏิบัติงานตามเอกสารหมาย จ.16 และในส่วนของโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานยังมีหลักเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานตามคำสั่งจำเลยที่ รค.26/2549 เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของพนักงานที่เป็นกรรมการสหภาพแรงงานซึ่งปฏิบัติงานของสหภาพแรงงาน เอกสารหมาย จ.16 ข้อ 2.3 โดยจะแยกเป็นคะแนนจากประธานสหภาพแรงงานร้อยละ 50 และคะแนนจากผู้บังคับบัญชาตามสายงานอีกร้อยละ 50 และจำเลยมีหลักเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งตามคำสั่งจำเลยที่ รค.11/256
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง