ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2532

ฎีกาที่ 3309/2532

หลักกฎหมาย

โจทก์เช่าโรงงานสุราจากจำเลยที่ 1 โดยจดทะเบียนการเช่าอัตราค่าเช่าปีละ 979,200 บาท ดังนี้ต้องถือจำนวนค่าเช่าดังกล่าวเป็นหลักในการคำนวณค่ารายปี เจ้าพนักงานจะอาศัยเทียบเคียงกับการประเมินภาษีโรงเรือนของบริษัทอื่นซึ่งตั้งอยู่ต่างเขตกัน ลักษณะของโรงเรือนและวัตถุประสงค์ในการใช้สอยแตกต่างกัน มาแก้หรือคำนวณค่ารายปีใหม่หาได้ไม่ แม้โจทก์มิใช่ผู้รับประเมิน แต่โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนจำเลยที่ 1 ตามข้อผูกพันในสัญญาเช่าที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 1 โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกค่าภาษีที่เจ้าพนักงานเรียกเก็บเกินไปซึ่งจำเลยที่ 1อุทธรณ์การประเมินไว้แล้วคืนได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ได้ทำสัญญาเช่าโรงงานสุราบางยี่ขันจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าโรงงานสุราบางยี่ขัน ฉบับ พ.ศ. 2523-2537เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 เฉพาะที่ดินและอาคารได้กำหนดค่าเช่าไว้ปีละ 979,200 บาท จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 เป็นเงินปีละ 122,400 บาทและตามสัญญาเช่ากำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระภาษีดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2526 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงิน 3,090,568.93 บาท จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำเงินภาษีจำนวนดังกล่าวไปชำระให้แก่จำเลยที่ 3 โจทก์ทักท้วงว่าการคำนวณภาษีไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ต่อจำเลยที่ 4 และโจทก์ได้นำเงินค่าภาษีจำนวน 3,090,568.93 บาทไปชำระให้แก่จำเลยที่ 3 ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 4 ได้พิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่แล้วมีคำสั่งยกคำร้องตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 3 ต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธโจทก์เห็นว่าคำสั่งชี้ขาดของจำเลยที่ 4 เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะจำเลยที่ 4ทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินและโรงเรือนจากจำเลยที่ 1มีค่าเช่าเพียงปีละ 979,200 บาทแต่จำเลยที่ 4 กลับนำเอาค่าเช่าทรัพย์สินอื่นไปรวมคำนวณเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินเพื่อกลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องเสียภาษีมากขึ้นขอให้พิพากษาและบังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันเพิกถอนคำชี้ขาดตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 โดยให้โจทก์รับผิดชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนจำเลยที่ 1 เป็นเงินเพียงปีละ 122,400 บาท ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดคืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เรียกเก็บเกินไปจำนวน2,968,168.93 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้อุทธรณ์การประเมินและการเรียกเก็บภาษีของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามขั้นตอนตามกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 2ไม่อาจฟ้องร้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 อันเป็นส่วนราชการด้วยกันได้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้กระทำการใด ๆ หรือละเว้นการทำการใด ๆอันอาจจะทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 3 และเพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยที่ 4ให้จำเลยที่ 3 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินส่วนที่เรียกเก็บเกินไปจำนวน 2,989,168.93 บาท แก่โจทก์ภายในสามเดือน นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษา หากไม่คืนภายในกำหนด ให้จำเลยที่ 3 เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของจำนวนเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนเงินค่าภาษีแก่โจทก์เสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่จะวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 3 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 8 กำหนดให้เรียกเก็บภาษีตามค่ารายปีของทรัพย์สิน และค่ารายปีให้หมายความว่า จำนวนเงินที่ทรัพย์สินนั้น ๆ สมควรจะให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ถ้าทรัพย์สินนั้นให้เช่าค่าเช่านั้นเป็นหลักคำนวณค่ารายปี และกำหนดเหตุที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะมีอำนาจแก้หรือคำนวณค่ารายปีเสียใหม่ได้เพียงกรณีเดียวเท่านั้น คือกรณีที่มีเหตุอันบ่งให้เห็นว่า ค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรจะให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ สำหรับกรณีของโจทก์นี้แม้จำเลยที่ 3 จะนำสืบได้ว่าได้มีเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ไปตรวจสอบสภาพโรงเรือนและที่ดินที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์เช่าในแต่ละเขต แล้วนำมาเสนอคณะกรรมการวางหลักเกณฑ์และประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามคำสั่งของจำเลยที่ 3 ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.9แล้วคณะกรรมการดังกล่าวจึงได้ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามเงื่อนไขข้อ 2 ของรายงานการประชุมเอกสารหมาย ล.10โดยถือตามหลักเกณฑ์ว่า ตัวอาคารที่เป็นตึก กำหนดค่าเช่าตารางเมตรละ30 บาทต่อเดือน ตัวอาคารที่เป็นไม้ กำหนดค่าเช่าตารางเมตรละ 20บาทต่อเดือน โรงเรือนที่เป็นถังเก็บน้ำมัน น้ำตาล ฯลฯ ประเมินลูกบาศก์เมตรละ 20 บาทต่อเดือน ที่ดินต่อเนื่องตารางเมตรละ 5 บาทต่อเดือน และรายการที่มีเครื่องจักรประเมินตามมาตรา 13 แต่ก็เห็นได้ว่า การกำหนดค่าเช่าเพื่อคำนวณภาษีโรงเรือนและที่ดินของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 เป็นเพียงกำหนดตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้เท่านั้น อัน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3309/2532 · ทนอย Thanoy