ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561

ฎีกาที่ 3311/2561

หลักกฎหมาย

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ได้ถูกยกเลิกโดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 242 ยังบัญญัติว่า การพยายามนำของซึ่งยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรเป็นความผิดอยู่ ถือไม่ได้ว่า พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ยกเลิกความผิดฐานนี้ และมาตราดังกล่าวกำหนดอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบของนั้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ แต่ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 บัญญัติว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ ดังนั้น จึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณกว่าตาม ป.อ. มาตรา 3 มาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 บัญญัติให้จ่ายสินบนและรางวัลจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากของกลางที่ศาลสั่งริบไม่อาจขายได้ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล เมื่อคดีนี้มีการคืนของกลางให้เจ้าของไปแล้วและศาลใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามโดยไม่ปรับ กรณีจึงไม่มีเงินค่าปรับและของกลางที่จะสั่งจ่ายเป็นเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 8 ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 2, 27, 99 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 137, 264, 267, 268 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ เอกสารรายการเกี่ยวกับพาหนะ (ตม.2) ใบขนส่งสินค้าพิเศษของกลาง และจ่ายสินบนนำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 264 (ที่ถูก 264 วรรคแรก), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 (ที่ถูก 264 วรรคแรก), 267, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม เนื่องจากจำเลยทั้งสามเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและฐานร่วมกันใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จเนื่องจากจำเลยทั้งสามเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความเอง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพยายามนำรถออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากรให้ถูกต้อง จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี 2 เดือน ริบหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ เอกสารรายการเกี่ยวกับพาหนะ (ตม.2) และใบขนสินค้าพิเศษของกลาง กับให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับร้อยละยี่สิบของราคารถยนต์บรรทุกของกลางตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 และ 8 วรรคสอง คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี เมื่อรวมโทษจำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพยายามนำรถออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากรให้ถูกต้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังยุติได้ว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจเอกอภิชาติ และร้อยตำรวจตรีชาญณรงค์ กับพวก จับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดรถยนต์กระบะบรรทุก ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ เอกสารรายการเกี่ยวกับพาหนะ (ตม.2) ใบขนสินค้าพิเศษ และหนังสือผ่านแดนชั่วคราวของจำเลยที่ 2 เป็นของกลาง ต่อมาจำเลยที่ 3 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนส่งรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางมีแผ่นป้ายทะเบียนที่ปรากฏ บม 6850 สกลนคร หมายเลขประจำเครื่องยนต์ที่ปรากฏ 1 KD - 9987416 หมายเลขตัวรถ (แชสซี) ที่ปรากฏ MROCS 12 C 900029408 ไปตรวจพิสูจน์ ปรากฏว่าพบการแก้ไขที่บริเวณหมายเลขตัวรถ (แชสซี) ของรถยนต์ของกลาง โดยใช้ยางซิลิโคนปิดทับบริเวณหมายเลขตัวรถ (แชสซี) เดิม และตอกเลขหมายที่ปรากฏอยู่ก่อนการตรวจพิสูจน์ (MROCS 12 C 900029408) ทับลงบนยางซิลิโคน เมื่อทำการแกะยางซิลิโคนออกพบหมายเลขตัวรถ (แชสซี) เดิมของรถยนต์ของกลางคือเลขหมาย MROGZ 39 G 206048507 เลขหมายที่ปรากฏอยู่ก่อนการตรวจพิสูจน์ (MROCS 12 C 900029408) ไม่ใช่หมายเลขตัวรถ (แชสซี) เดิมของรถยนต์ของกลาง รถหมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร จดทะเบียนโดยใช้หมายเลขตัวรถ (แชสซี) MROCS 12 G 900029408 หมายเลขเครื่องยนต์ 2 KD-7165798 ส่วนรถที่ใช้หมายเลขตัวรถ (แชสซี) MROCS 12 C 900029408 ไม่พบข้อมูลในระบบทะเบียน และรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางตรวจสอบพบเป็นหมายเลขตัวรถ (แชสซี) MROGZ 39 G 206048507 หมายเลขเครื่องยนต์ 1 KD -
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง