ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564

ฎีกาที่ 3311/2564

หลักกฎหมาย

ตามระเบียบสหกรณ์การเกษตรของโจทก์ ข้อ 14 วรรคสอง ระบุว่า กรณีผู้ค้ำประกันออกจากสหกรณ์ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ นอกจากกำหนดให้ผู้กู้ต้องจัดหาผู้ค้ำประกันใหม่แทนผู้ค้ำประกันที่ลาออกแล้ว ยังได้กำหนดให้ผู้มีสิทธิจัดหาหลักประกันอื่นมาเพิ่มเติมอันเป็นทางเลือกของผู้กู้อีกทางหนึ่งด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกันก็คือเพื่อให้ผู้ให้กู้ได้มีหลักประกันเพียงพอครอบคลุมหนี้เงินกู้ที่เหลืออยู่ ปรากฏว่าหลักประกันการกู้เงินของจำเลยที่ 1 มีทั้งหลักประกันด้วยบุคคลและทรัพย์ การประกันด้วยบุคคลนอกจากจำเลยที่ 7 แล้ว ยังมีผู้ค้ำประกันที่เป็นพนักงานของโจทก์อีก 5 คนด้วย โดยตามระเบียบสหกรณ์การเกษตรของโจทก์ ข้อ 14 (4) กำหนดให้พนักงานสหกรณ์ค้ำประกันได้ในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท แสดงว่าโจทก์ตีมูลค่าการค้ำประกันเป็นเงินคนละ 30,000 บาท รวม 5 คน คิดเป็นมูลค่า 150,000 บาท ส่วนหลักประกันด้วยทรัพย์ จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดิน 3 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่เกิดขึ้นแล้วหรือที่จะเกิดภายในวงเงินรวมหลักประกันมีมูลค่ามากกว่าหนี้คงเหลือและดอกเบี้ย ก่อนฟ้องจำเลยที่ 1 ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์เลย แม้ระเบียบสหกรณ์การเกษตรของโจทก์กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องหาหลักประกันเพิ่มเติมก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าหลักประกันที่เหลืออยู่มีมูลค่าครอบคลุมหนี้เงินกู้ที่เหลือเป็นจำนวนมากเช่นนี้จึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จำเลยที่ 1 ต้องจัดหาหลักประกันเพิ่มเติมให้แก่โจทก์อีก กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติครบถ้วนตามเจตนารมณ์ระเบียบดังกล่าวแล้ว

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ 641,427 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี และค่าปรับอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ของต้นเงิน 604,885 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งแปดไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12937, 33748 และ 5723 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้ที่ขาดจนครบถ้วน จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 641,427 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี และค่าปรับในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ของต้นเงิน 604,885 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12937, 33748 และ 5723 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากบังคับจำนองแล้วได้เงินน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ที่ขาดแก่โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์การเกษตร ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 ตามระเบียบสหกรณ์การเกษตร ศ. ว่าด้วย เงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 ข้อ 7 กำหนดให้โจทก์จัดให้มีบัญชีเงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ไว้บัญชีหนึ่งต่างหากจากบัญชีอื่น เพื่อจ่ายเป็นเงินกู้แก่พนักงานของโจทก์ ข้อ 14 (4) กำหนดให้พนักงานโจทก์ค้ำประกันเงินกู้ได้ในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท โดยใช้บุคคลค้ำประกันในวงเงินไม่เกิน 150,000 บาท วงเงินที่เกิน 150,000 บาท ต้องจดทะเบียนจำนองอสังหาริมทรัพย์หรือใช้เงินฝากสะสมเป็นหลักประกัน และข้อ 14 วรรคสอง กำหนดว่าเมื่อผู้ค้ำประกันออกจากสหกรณ์ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ผู้กู้ต้องจัดหาผู้ค้ำประกันใหม่หรือจัดหาหลักประกันอื่นให้เสร็จสิ้นก่อนที่ผู้ค้ำประกันเดิมจะออกจากสหกรณ์มิฉะนั้นถือว่าผู้กู้ผิดสัญญา สหกรณ์มีสิทธิเรียกให้ผู้กู้ชำระเงินสดคงค้างทั้งสิ้นคืนได้ ขณะจำเลยที่ 1 เข้าเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยที่ 2 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 12937, 33748 และ 5723 รวม 3 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่เกิดขึ้นแล้วหรือที่จะเกิดภายหน้า ในวงเงิน 268,000 บาท 198,000 บาท และ 186,000 บาท ตามลำดับ วันที่ 29 ธันวาคม 2557 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ 1,000,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี กำหนดชำระ 10 งวด งวดละ 100,000 บาท ภายในวันที่ 31 มีนาคมของทุกปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2559 เป็นต้นไป โดยมีจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 พนักงานของโจทก์ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ โดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาวันที่ 3 มกราคม 2559 จำเลยที่ 1 และที่ 7 ลาออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 มิได้จัดให้มีผู้ค้ำประกันคนใหม่แทนก่อนจำเลยที่ 7 ลาออกจากการเป็นพนักงานโจทก์ นับถึงวันฟ้องจำเลยที่ 1 ไม่ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ คงเหลือหนี้ค้างชำระแก่โจทก์คิดเป็นต้นเงิน 604,885 บาท และดอกเบี้ย 36,542 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การกู้เงินของจำเลยที่ 1 ก็แต่โดยอาศัยสิทธิการเป็นพนักงานของโจทก์ในการกู้ยืมเงินจากบัญชีเงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ที่โจทก์ได้จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสหกรณ์การเกษตร ศ. ว่าด้วย เงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือและสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ ซึ่งจะเห็นได้จากสัญญากู้เงินระยะปานกลาง ข้อ 3 ระบุว่าเป็นการกู้เงินเฉพาะวัตถุประสงค์เพื่อสวัสดิการพนักงาน ข้อ 4 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ระบุได้ใจความพอสังเขปเกี่ยวกับการชำระดอกเบี้ยและค่าปรับให้เป็นไปตามข้อบังคับและระเบียบของสหกรณ์ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต และในวรรคสามระบุได้ใจความพอสังเขปว่าหากมีกรณีตามที่กำหนดในระเบียบการให้กู้เงินระยะสั้นและระยะปานกลางแก่สมาชิก ผู้กู้ยินยอมให้สหกรณ์มีอำนาจเรียกเงินกู้คืน หากไม่ชำระคืนผู้กู้ยินยอมชำระเบี้ยปรับ จากพฤติการณ์และข้อสัญญาดังกล่าวแสดงถึงเจตนาอันชัดแจ้งของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่าประสงค์ให้ถือเอาระเบียบของสหกรณ์โจทก์เกี่ยวกับการกู้เงินมาบังคับเป็นส่วนหนึ่งของสัญญากู้เงินระยะปานกลางด้วย ซึ่งก็คือระเบียบสหกรณ์การเกษตร ศ. ว่าด้วย เงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 นั่นเอง ดังนี้ นอกจากโ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3311/2564 · ทนอย Thanoy