ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560

ฎีกาที่ 3322/2560

หลักกฎหมาย

เมื่อไม้ของกลางที่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นท่อนยังมิได้มีการกระทำใด ๆ ให้ไม้เปลี่ยนรูปหรือขนาดไป จึงถือว่าไม้ดังกล่าวยังมิได้แปรรูปอันจะเป็นการแปรรูปไม้ตามคำนิยามของคำว่า แปรรูปไม้ ในมาตรา 4 (3) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "แปรรูป หมายความว่า การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ไม้ดังนี้ คือ ก. เลื่อย ผ่า ถาก ขุด หรือกระทำด้วยประการอื่นใดแก่ไม้ให้เปลี่ยนรูปหรือขนาดไปจากเดิม..." ลำพังเพียงการตัดไม้แล้วทอนเป็นท่อนยังไม่ถือเป็นการแปรรูปไม้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และเมื่อไม้หวงห้ามของกลางเป็นไม้อันยังมิได้แปรรูป จำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีความผิดฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้องด้วยเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายืนตามกันมาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดทั้งสองฐานนี้จึงไม่ชอบ ซึ่งศาลฎีกาเมื่อเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดในสองฐานนี้ย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215, 225

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 11, 48, 54, 72 ตรี, 73, 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน หรือบริวารออกจากเขตป่าที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับและจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ชั่วคราว ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (ที่ถูก 73 วรรคสอง (2)), 74 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถางป่า ทำลายป่า จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสี่ ฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถางป่า ทำลายป่า จำคุก 9 เดือน ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 9 เดือน ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 9 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 3 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยที่ 2 คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน หรือบริวารออกไปจากป่าที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 30 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่โจทก์และจำเลยที่ 2 นำสืบรับกันว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2556 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา นายสมเกียรติ ตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญการ สังกัดสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 จังหวัดสงขลา กรมป่าไม้ และนายอนิรุทธ ปลัดอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง ร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจและทหารเดินทางไปที่ป่าที่เกิดเหตุในท้องที่บ้านทุ่งหลุมนก หมู่ที่ 11 ตำบลปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ตามที่นายอนิรุทธได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากพลเมืองดีว่ามีผู้บุกรุกป่าที่เกิดเหตุดังกล่าว เมื่อไปถึงพบจำเลยทั้งสองอยู่ใกล้รถยนต์กระบะบนถนนติดกับป่าที่เกิดเหตุ จึงจับจำเลยทั้งสอง โดยตรวจพบและยึดได้ของกลางตามที่ระบุในคำฟ้อง แจ้งข้อหาจำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันทำไม้หรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันแปรรูปไม้ดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันมีไม้หวงห้ามดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันบุกรุกแผ้วถางป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ สำหรับความผิดฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ได้ยื่นฎีกา ความผิดฐานนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถางป่า ทำลายป่า และฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ โจทก์มีนายสมเกียรติ และนายอนิรุทธ เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นป่าสมบูรณ์ที่หมู่บ้านทุ่งหลุมนก ตามแผนที่เกิดเหตุพบชาย 2 คน นั่งรับประทานอาหารอยู่ข้างรถยนต์กระบะที่จอดอยู่ในป่า มีเลื่อยโซ่ยนต์ 1 เครื่อง และมีดพร้า 2 เล่ม วางอยู่ข้าง ๆ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ ชายทั้งสองหลบหนี โดยคนหนึ่งวิ่งหนีเข้าป่า ส่วนอีกคนหนึ่งคือจำเลยที่ 2 วิ่งไปขึ้นรถยนต์กระบะสีแดง ยี่ห้อนิสสัน ขับหลบหนี พยานโจทก์ทั้งสองปากกับพวกกระจายกันออกติดตามจับ จับชายคนที่วิ่งหนีได้ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร ส่วนจำเลยที่ 2 ตามจับได้ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 50 เมตร ในที่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง