คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549
ฎีกาที่ 3333/2549
หลักกฎหมาย
สาเหตุที่โจทก์ที่ 3 ชักชวนโจทก์อื่นกับชาวบ้านในหมู่ที่ 3 ทำทางพิพาทตั้งแต่แม่น้ำนครชัยศรีถึงทางสาธารณะสายวัดไร่ขิง - ทรงคนอง ก็เนื่องจากหมู่บ้านหมู่ที่ 3 ไม่มีทางรถยนต์เข้าออกสู่ทางสาธารณะ ทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดและชาวบ้านมีความเดือดร้อนในการสัญจรไปมาติดต่อกับท้องถิ่นอื่นและขนส่งพืชผลทางเกษตรกรรมออกไปจำหน่ายในท้องตลาด จึงได้มีการเจรจากับจำเลยขอใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางผ่านออกสู่ทางสาธารณะสายวัดไร่ขิง - ทรงคนอง เมื่อจำเลยตกลงแล้ว จึงเป็นการให้สิทธิแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดเหนือที่ดินของจำเลยอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องยอมรับกรรมบางอย่าง เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ด ทางพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ด ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการก่อตั้งภาระจำยอม แม้มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เป็นเพียงทำให้การได้มาซึ่งภาระจำยอมนั้นไม่บริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะหรือเสียเปล่าแต่อย่างใด ยังคงใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่กรณี โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดย่อมบังคับให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยร่วมกับโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดพัฒนาทางผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 3196 ตำบลทรงคนอง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ของจำเลยให้มีความกว้าง 8 เมตร ตลอดแนวทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินต่อจากทางที่ผ่านที่ดินของนายเสมและนางลำพึง และให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินของจำเลยส่วนดังกล่าวแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยเองหากจำเลยไม่ปฏิบัติขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดและจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินหมู่ที่ 3 ตำบลทรงคนอง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตามฟ้อง ที่ดินของจำเลยด้านทิศเหนือติดทางสาธารณะสายวัดไร่ขิง - ทรงคนอง ส่วนที่ดินของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดอยู่ด้านในถัดจากที่ดินของจำเลยต่อเนื่องกันไปทั้งทางด้านทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้จนจดแม่น้ำนครชัยศรี ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.9 การสัญจรไปมาเดิมชาวบ้านหมู่ที่ 3 ใช้ทางเรือตามแม่น้ำนครชัยศรี หรือใช้ทางเดินตามคันคลองร่องสวนผ่านที่ดินหลายแปลงหลายหมู่บ้านเพื่อออกสู่ถนนสายเพชรเกษม ชาวบ้านหมู่ที่ 3 และบริเวณใกล้เคียงมีความเดือนร้อนมาก เพราะไม่มีทางสาธารณะที่รถยนต์แล่นเข้าออกได้ เมื่อ พ.ศ.2536 ทางสาธารณะสายวัดไร่ขิง - ทรงคนอง ซึ่งผ่านหมู่บ้านหมู่ที่ 3 สร้างเสร็จ โจทก์ที่ 3 จึงชักชวนโจทก์อื่นกับชาวบ้านทำทางรถยนต์เข้าหมู่บ้านเพื่อออกสู่ทางสาธารณะสายวัดไร่ขิง - ทรงคนอง และเห็นว่าถ้าทางดังกล่าวคือทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยซึ่งเดิมเป็นทางเดินจะสะดวกและสั้นที่สุดและเจ้าของที่ดินด้านในจากที่ดินของจำเลยต่อเนื่องกันจนจดแม่น้ำนครชัยศรียอมสละที่ดินส่วนของตน ให้ทำทางสำหรับรถยนต์ จึงได้เจรจากันโดยมีนายสวัสดิ์ รุ่งเรืองศรี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3ในขณะนั้นเข้าช่วยเจรจาด้วย และตกลงกันว่าโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดยอมจ่ายค่าตอบแทนที่จำเลยยอมให้ทางดังกล่าวผ่านที่ดินของจำเลยในอัตรา 20,000 บาทต่อไร่ ตามที่จำเลยเรียกร้อง ส่วนการทำทางตั้งแต่ปากทางในที่ดินของจำเลยผ่านที่ดินอีกหลายแปลงจนจดแม่น้ำนครชัยศรีนั้น โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการ โจทก์ที่ 1 ว่าจ้างนายมนัสให้ถมดินและทำทาง นายมนัสคิดราคาไร่ละ 7,000 บาท สำหรับ 9 รายแรกที่อยู่ด้านปากทางด้านนอกใกล้ที่ดินจำเลย ส่วนที่เหลือด้านในคิดราคาไร่ละ 17,000 บาท เพราะเป็นที่ดินบริเวณคอลงดินค่อนข้างนิ่ม ราคาค่าถมดินและค่าก่อสร้างจึงแพงกว่าด้านนอก ทางดังกล่าวแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2537 จำเลยได้รับเงินค่าผ่านทางและนายมนัสได้รับเงินค่าก่อสร้างเป็นที่พอใจแล้ว และทางที่ตัดผ่านที่ดินของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดก็ได้จดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่กันและกันแล้ว... สำหรับฎีกาของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดข้อแรกว่า ทางพิพาทเป็นภาระจำยอมหรือไม่นั้น เห็นว่า สาเหตุที่โจทก์ที่ 3 ชักชวนโจทก์อื่นกับชาวบ้านในหมู่ที่ 3 ทำทางพิพาทตั้งแต่แม่น้ำนครชัยศรีถึงทางสาธารณะสายวัดไร่ขิง - ทรงคนอง ก็เนื่องจากหมู่บ้านหมู่ที่ 3 ไม่มีทางรถยนต์เข้าออกสู่ทางสาธารณะ ทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดและชาวบ้านในหมู่บ้านดังกล่าวมีความเดือดร้อนในการสัญจรไปมาติดต่อกับท้องถิ่นอื่นและขนส่งพืชผลทางเกษตรกรรม เช่น ส้มโอ ออกไปจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้รถยนต์ในการเดินทางและขนส่ง จึงได้มีการเจรจากับจำเลย ขอใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางผ่านออกสู่ทางสาธารณะสายวัดไร่ขิง - ทรงคนอง เมื่อจำเลยตกลงแล้ว จึงเป็นการให้สิทธิแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดเหนือที่ดินของจำเลย อันเป็นเหตุให้จำเลยต้องยอมรับกรรมบางอย่าง เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ด ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการก่อตั้งภาระจำยอม แม้มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เป็นเพียงทำให้การได้มาซึ่งภาระจำยอมนั้นไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะหรือเสียเปล่าแต่อย่างใด ยังคงใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่กรณีโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดย่อมบังคับให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดฟังขึ้น คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดข้อสุดท้ายว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องร่วมกับโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดพัฒนาทางพิพาทภายในกรอบเส้นสีแดงตามแผนที่วิวาท ให้มีขนาดกว้าง 8 เมตร ตามกรอบเส้นสีเขียวหรือไม่ เห็นว่าการที่จำเลยจ่ายเงิน 64,000 บาท และจะแบ่งเงินค่าผ่านทางที่ได้รับจากบุคคลอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในเอกสาร ที่เข้ามาใช้ทางพิพาท 10,000 บาทต่อไร่ ให้เป็นกองทุนปรับปรุงทางนั้น ก็เพื่อการปรับปรุงทางพิพาทซึ่งตามภาพถ่าย มีสภาพเป็นถนนดินและเป็นหลุมเป็นบ่อมีน้ำขังให้มีสภาพที่ดีขึ้น ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงให้จำเลยต้อ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง