คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2530
ฎีกาที่ 3336/2530
หลักกฎหมาย
จำเลยยื่นแบบแสดงรายการขอชำระภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลโดยขอผ่อนเป็น 3 งวด งวดแรกชำระเป็นเงินสด งวดที่ 2 และที่ 3 จำเลยสั่งจ่ายเช็ครวม 2 ฉบับล่วงหน้ามอบให้แก่โจทก์การสั่งจ่ายเช็คของจำเลยจึงเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระด้วยเงิน มิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 2 ฉบับและจำเลยไม่เคยนำเงินตามเช็คทั้งสองฉบับไปชำระให้แก่โจทก์เลย มูลหนี้ซึ่งเป็นค่าภาษีอากรจึงยังไม่ระงับสิ้นไปโจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้เดิมได้และเนื่องจากมูลหนี้เดิมเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร จึงอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลางที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7(4)โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลภาษีอากรกลาง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 เมื่อมีการชำระหนี้ด้วยเช็คแทนการชำระหนี้ด้วยเงินแล้วจะเป็นกี่ครั้งก็ตาม ถ้ายังไม่มีการใช้เงินตามเช็คเหล่านั้น หรือแม้จะมีการชำระเป็นบางส่วน หนี้เดิมก็ยังไม่ระงับสิ้นไป จำเลยออกเช็คสั่งจ่ายเงินค่าภาษีอากรงวดที่ 2 และงวดที่ 3ลงวันที่ล่วงหน้าไว้ในภายในเดือนพฤศจิกายน 2528 เมื่อเช็คทั้งสองงวดถึงกำหนดสั่งจ่ายธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสองงวดนั้น โจทก์ไม่ได้รับเงินค่าภาษีอากรภายในเดือนพฤศจิกายน 2528 จำเลยจึงหมดสิทธิที่จะได้รับประโยชน์ในการชำระเงินเพิ่มนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2528จนถึงชำระเสร็จ ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการขยายเวลายื่นรายการการชำระหรือนำส่งภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรข้อ 8 วรรคสอง พระราชบัญญัติรายได้เทศบาล พ.ศ.2497 มาตรา 12(1) ให้อำนาจเทศบาลออกเทศบัญญัติเรียกเก็บภาษีบำรุงเทศบาลจากภาษีการค้าที่เรียกเก็บตามประมวลรัษฎากรโดยเรียกเก็บเพิ่มขึ้นไม่เกินร้อยละสิบของภาษีการค้า หากผู้มีหน้าที่ชำระภาษีบำรุงเทศบาลไม่นำเงินภาษีบำรุงเทศบาลไปชำระให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดที่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบหรือที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงการคลังถือว่าผู้นั้นผิดนัด ต้องเสียเงินเพิ่มตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร.
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 321ป.พ.พ. 349พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 7พ.ร.บ.รายได้เทศบาล พ.ศ.2497 12
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2528 จำเลยที่ 1 ยื่นแบบขอชำระภาษีอากรเพื่อเสียภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลประจำเดือนพฤศจิกายน 2527 เป็นเงินทั้งสิ้น 770,770 บาท โดยขอผ่อนชำระเป็น 3 งวด ทั้งนี้ โดยอาศัยสิทธิตามประกาศของกระทรวงการคลังในงวดแรกจำเลยได้ชำระให้โจทก์แล้วในวันที่ 30 กันยายน 2528จำนวน 70,770 บาท งวดที่ 2 จำเลยที่ 1 ให้สัญญาว่าจะชำระในวันที่ 30 ตุลาคม 2528 เป็นเงิน 203,000 บาท และงวดที่ 3 จะชำระในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2528 เป็นเงิน 515,000 บาท โดยได้ออกเช็คของธนาคารกรุงไทย จำกัด รวม 2 ฉบับ จำเลยที่ 2 ได้ตกลงเข้าทำสัญญาค้ำประกัน ครั้นต่อมาเมื่อเช็คทั้ง 2 ฉบับ ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามแต่จำเลยทั้งสองก็ไม่นำเงินมาชำระ ฉะนั้น จำเลยที่ 1 จึงหมดสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากประกาศกระทรวงการคลัง และต้องรับผิดชดใช้เงินค่าภาษีการค้าประจำเดือนพฤศจิกายน 2527 ที่จะต้องชำระในงวดที่ 2 เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ต้องชำระดังกล่าวตามมาตรา 89 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรนั้นตั้งแต่วันที่16 ธันวาคม 2527 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 19 เดือน คิดเป็นเงิน 57,000บาท และค่าภาษีบำรุงเทศบาลในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มภาษีอีกเป็นเงิน 5,700 บาท รวมเป็นค่าภาษีทั้งสิ้น 262,700 บาทเงินค่าภาษีการค้าประจำเดือนพฤศจิกายน 2527 ที่จะต้องชำระในงวดที่ 3 จำนวน 500,000 บาทจะต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ1.5 ต่อเดือน นับตั้งแต่วันท่ 16 ธันวาคม 2527 จนถึงวันฟ้องรวม 19 เดือนเช่นกัน เป็นเงิน 142,500 บาท ภาษีบำรุงเทศบาลในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเพ่ม คิดเป็นเงิน 14,250 บาท รวมเป็นเงินค่าภาษีทั้งสิ้น 656,750 บาท เมื่อรวมค่าภาษีทั้ง 2 งวดที่ค้างดังกล่าวแล้วข้างต้นจำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้กับโจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 919,450 บาท และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือแทนจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าภาษีอากรจำนวน 919,450 บาท แก่โจทก์ กับให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินเพิ่มภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงิน 700,000 บาทเป็นรายเดือนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และเงินเพิ่มภาษีบำรุงเทศบาลเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มภาษีการค้าที่จำเลยต้องชำระดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำความตกลงกับโจทก์เรื่องภาษีอากรค้างชำระและได้ออกเช็คชำระเงินให้ตามงวดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2528 และวันที่ 29 พฤศจิกายน 2528 ตามลำดับโจทก์หรือผู้ทำการแทนของโจทก์ได้ออกใบรับให้จำเลยที่ 1รับไว้ ครั้นต่อมาปรากฏว่าธนาคารตามเช็คทั้ง 2 ฉบับ ปฏิเสธการจ่ายเงิน กรณีจึงเป็นเรื่องผิดนัดในส่วนแพ่งเรื่องตั๋วเงินและการที่จำเลยที่ 2 เข้าค้ำประกันจำเลยที่ 1 ก็เป็นการค้ำประกันหนี้เงินที่ต้องชำระตามงวดจำเลยที่ 2ไม่ใช่เป็นผู้เสียภาษีไม่มีเจตนาค้ำประกันเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามที่โจทก์ฟ้อง เมื่อกรณีเป็นมูลหนี้เรื่องตั๋วเงินไม่ใช่เป็นเรื่องภาษีอากรโจทก์จึงไม่สามารถเรียกเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากจำเลยที่ 1 ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ยังศาลภาษีอากรกลาง เพราะเป็นคดีแพ่งเรื่องตั๋วเงินไม่ใช่คดีเกี่ยวเนื่องกับภาษีอากรตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรกลางและเป็นคดีอยู่นอกเขตอำนาจของศาลนี้ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและในระหว่างการพิจารณาของศาลโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลอนุญาต ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค เอกสารหมาย จ.5 และ จ.7 ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายผ่อนชำระค่าภาษีการค้า งวดที่ 2 และที่ 3 ให้แก่โจทก์จึงไม่ทำให้หนี้ค่าภาษีการค้าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระตามกฎหมายนั้นระงับสิ้นไป มูลหนี้ที่เกิดขึ้นเป็นกรณีเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรและข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากรคดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลาง ตามมาตรา 7 (2) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ และหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 1 ก็ยังไม่ชำระเงินค่าภาษีการค้างวดที่ 2 และที่ 3ทั้งที่โจทก์ได้ทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดใช้เงินค่าภาษีที่ค้างพร้อมเงินเพิ่มเป็นเงิน718,000 บาทและยังต้องรับผิดชำระหนี้เบี้ยปรับเนื่องจากผิดนัดไม่ชำระเงินค่าภาษีที่ยังเหลือเป็นเงิน 700,000 บาทโดยต้องเสียเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 1.5 ของต้นเงินดังกล่าวอีกตามมาตรา 89 ทวิ วรรคท้ายแห่งประมวลรัษฎากร จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ช
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง