คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541
ฎีกาที่ 3345/2541
หลักกฎหมาย
จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากมาตรา 85แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537บัญญัติให้ นายจ้าง ผู้ประกันตน หรือบุคคลอื่นใดที่ไม่พอใจคำสั่งของเลขาธิการหรือของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว กรณีของโจทก์เป็นการยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดระยะเวลาซึ่งศาลแรงงานได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ในข้อ 2 แล้วซึ่งหากกรณีฟังได้ดังที่จำเลยต่อสู้ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8วรรคท้าย ได้บัญญัติไว้ ศาลแรงงานจึงควรพิจารณาในประเด็นข้อ 2 ก่อนว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ แล้วจึงวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นต่อไป การที่ศาลแรงงานวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่วินิจฉัยประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ก่อน ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวข้างต้นศาลฎีกายกคำพิพากษาศาลแรงงาน ให้ศาลแรงงานพิจารณาและพิพากษา ใหม่ตามรูปคดี
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติครูพ.ศ. 2488 มีหน้าที่ในการควบคุมดูแลสอดส่องเกี่ยวกับเรื่องการจัดการศึกษาและพิทักษ์สิทธิครู จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติงานต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 เมื่อวันที่ 1 กันยายน2533 พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มีผลใช้บังคับเป็นผลให้นายจ้างและลูกจ้างที่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่พระราชบัญญัติประกันสังคมกำหนดต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมร่วมกับรัฐบาลฝ่ายละร้อยละ 1.5 ของอัตราค่าจ้างของผู้ประกันตน ต่อมาได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537 ซึ่งมีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2538 โดยได้แก้ไขเพิ่มเติมประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร กรณีทุพพลภาพและกรณีตาย เป็นผลให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ทดแทนเพิ่มขึ้นกว่าเดิม เมื่อเปรียบเทียบเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนจะได้รับตามข้อบังคับของโจทก์ที่ได้ใช้บังคับมาก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกันสังคม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537 ใช้บังคับแล้ว ปรากฏว่าสิทธิประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ได้รับสวัสดิการในกรณีคลอดบุตรและกรณีตายที่มีอยู่ในปัจจุบันมีอัตราสูงกว่าสิทธิประโยชน์ทดแทนที่จะได้รับตามพระราชบัญญัติประกันสังคม โจทก์จึงมีสิทธิขอลดส่วนอัตราเงินสมทบในกรณีคลอดบุตรอัตราร้อยละ 0.12 และในกรณีตายอัตราร้อยละ 0.06 ได้ตามพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2537 โดยโจทก์ได้ยื่นขอลดส่วนอัตราเงินสมทบที่จะต้องส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทั้งสองกรณีดังกล่าวเมื่อวันที่ 31มีนาคม 2539 แต่จำเลยมีคำสั่งไม่ยอมลดส่วนอัตราเงินสมทบทั้งสองกรณี โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2539 แต่คณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยมีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์เมื่อวันที่ 31ตุลาคม 2539 และโจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 ขอให้บังคับจำเลยลดส่วนอัตราเงินสมทบในกรณีคลอดบุตรในอัตราร้อยละ 0.12และในกรณีตายในอัตราร้อยละ 0.06 จากอัตราเงินสมทบร้อยละ 1.5ที่โจทก์และเจ้าหน้าที่ (ลูกจ้าง) ของโจทก์จะต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน โดยให้โจทก์และเจ้าหน้าที่ (ลูกจ้าง)ของโจทก์ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจ่ายเงินสมทบในส่วนนี้ จำเลยให้การว่า มาตรา 85 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537 ได้บัญญัติว่า นายจ้าง ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดที่ไม่พอใจคำสั่งของเลขาธิการหรือของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าวกรณีของโจทก์ได้ยื่นคำขอลดส่วนอัตราเงินสมทบโดยยืนยันจะจ่ายเงินสมทบในอัตราร้อยละ0.44 ตามหนังสือที่ อค 10/1830 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2538พร้อมแบบคำขอลงวันที่ 31 มีนาคม 2538 และสำนักงานประกันสังคมได้พิจารณาคำขอดังกล่าวแล้วมีคำสั่งตามหนังสือที่ รส 0704/ว.0207 ลงวันที่ 21 เมษายน 2538 แจ้งให้โจทก์ทราบว่าไม่ได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบและมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบในอัตราร้อยละ 0.26 ตั้งแต่เดือนเมษายน 2538 เป็นต้นไปซึ่งโจทก์ได้มีหนังสือที่ อค 10/2130 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2538 ตอบรับทราบผลการพิจารณาของสำนักงานประกันสังคมตามหนังสือฉบับดังกล่าวแล้ว ถ้าโจทก์ไม่พอใจคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมก็ชอบที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่งนั้นแต่โจทก์มีหนังสือที่ อค 10/602 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2539ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2539จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดระยะเวลาตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกันสังคมเป็นผลให้คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเป็นที่สุด คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่1134/2539 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 ที่ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาล และให้การต่อสู้คดีอีกหลายประการ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง วันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยขอสละประเด็นเรื่องฟ้องเคลือบคลุมและโจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงดังนี้ ในเรื่องค่าทำศพ โจทก์มีระเบียบเรื่องเงินช่วยเหลือในการทำศพ พ.ศ. 2503หมวด 3 ข้อ 11(ก) และ (ข) ส่วนระเบียบองค์การค้าของคุรุสภาเรื่อง ช่วยเหลือในการจัดทำศพ ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2538 ข้อ 3(8)เป็นระเบียบที่ออกภายหลังพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2537 จำเลยมีกฎกระทรวง (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2538 ออกตามความในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 กรณีคลอดบุตรจำเลยให้สวัสดิการในกรณีค
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง