คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564
ฎีกาที่ 3346/2564
หลักกฎหมาย
ตามข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัท ก. ข้อ 34 (3) ระบุคุณสมบัติของสมาชิกว่า ต้องเป็นพนักงานประจำของบริษัท ก.(มหาชน) และข้อ 19 ระบุว่า ถ้าประสงค์จะลาออกจากการเป็นพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ตามข้อ 34 (3) จะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้สหกรณ์ทราบและจัดการชำระหนี้สินซึ่งมีอยู่ต่อสหกรณ์ให้เสร็จสิ้นก่อน อีกทั้งตามหนังสือกู้ยืมเงิน ข้อ 14 ระบุว่า หากผู้กู้จะขอลาออกจากงานประจำต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ให้กู้ทราบก่อนและจะต้องชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นทันทีก่อน ถ้าผู้กู้ไม่ปฏิบัติตามยินยอมให้บริษัทการบินไทย ฯ หรือผู้ให้กู้หักเงินเดือน ค่าจ้างเพื่อชำระหนี้แก่ผู้ให้กู้เสร็จสิ้นทันที กับทั้งระบุว่าหากผู้กู้ผิดนัดหรือผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ผู้กู้ยินยอมให้หักเงินเดือนหรือค่าจ้างชำระหนี้ทันทีจนกว่าจะครบถ้วน ซึ่งตามข้อบังคับสหกรณ์ฯ และข้อตกลงดังกล่าวล้วนให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของผู้กู้ว่าต้องมีสถานะเป็นพนักงานประจำของบริษัท ก. เป็นสาระสำคัญ เมื่อข้อเท็จริงฟังได้ว่าโจทก์ลาออกจากพนักงานประจำของบริษัท ก. โดยไม่ได้แจ้งเป็นหนังสือแก่จำเลยที่ 1 ผู้ให้กู้ทราบก่อนและโจทก์ไม่จัดการชำระหนี้ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดข้อตกลงตามสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 14 ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิไม่จ่ายเงินกู้งวดที่เหลือแก่โจทก์ได้
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงิน 23,539,925 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 20,469,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระเงิน 1,215,377.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,089,758 บาท นับถัดจากวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถอนฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ธันวาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยที่ 1 นำมาชำระต่อศาลในนามโจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้คดีนี้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ว่าเมื่อโจทก์ลาออกจากพนักงานของบริษัท ก. โดยมิได้มีความผิดมีผลให้โจทก์ยังมีสถานะเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมจากโจทก์จนครบจำนวนตามสัญญากู้งวดแรกแล้ว แต่ปรากฏตามสำเนาหนังสือกู้ยืมเงิน เงินกู้พิเศษ ข้อ 3 ระบุให้ผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้หักเงินเดือนและ/หรือค่าจ้างของผู้กู้เพื่อชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยตามสัญญา ณ วันจ่ายเงินเดือนและ/หรือค่าจ้างของผู้กู้ไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น และข้อ 4 ระบุถึงกรณีผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ยินยอมให้ผู้ให้กู้มีสิทธินำรายได้ที่ผู้กู้จะพึงได้รับจากบริษัท ก. หรือจากผู้ให้กู้หักชำระหนี้ได้ทันทีจนกว่าผู้ให้กู้จะได้รับชำระหนี้โดยครบถ้วน และข้อ 14 ระบุว่า ถ้าผู้กู้ประสงค์จะขอลาออกจากงานประจำ ผู้กู้ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ให้กู้ทราบก่อนและจะต้องจัดการชำระหนี้ทั้งหมดซึ่งผู้กู้มีอยู่ต่อผู้ให้กู้เสร็จสิ้นทันทีเสียก่อน ถ้าผู้กู้ไม่ปฏิบัติตามดังกล่าว ผู้กู้ยินยอมให้บริษัท ก. และ/หรือผู้ให้กู้มีสิทธิหักเงินเดือน ค่าจ้าง เงินสะสม เงินบำเหน็จ เงินโบนัส เงินปันผล เพื่อชำระหนี้ให้แก่ผู้ให้กู้จนเสร็จสิ้นทันที ซึ่งข้อตกลงตามสัญญากู้ดังกล่าวล้วนให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของผู้กู้ว่าต้องมีสถานะเป็นพนักงานประจำของบริษัท ก. เป็นสาระสำคัญ ด้วยเหตุตามข้อตกลงในสัญญาข้อ 3 ว่าให้สิทธิผู้ให้กู้สามารถหักเงินเดือนหรือค่าจ้างของผู้กู้ยืมเพื่อชำระหนี้เงินกู้ ข้อ 4 ให้สิทธิผู้ให้กู้สามารถหักเงินเดือน ค่าจ้าง เงินสะสม เงินบำเหน็จ เงินโบนัส เงินปันผล หรือเงินอื่นใดที่ผู้กู้จะพึงได้รับได้ทันทีในกรณีที่ผู้กู้ผิดข้อตกลงข้อใดข้อหนึ่ง โดยเฉพาะในข้อ 14 ระบุหน้าที่ของผู้กู้หากประสงค์จะลาออกจากงานประจำ ผู้กู้ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ให้กู้ทราบก่อนและจะต้องชำระหนี้ทั้งหมดซึ่งผู้กู้มีอยู่ต่อผู้ให้กู้ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน หากไม่ปฏิบัติตาม ผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้หักเงินเดือน ค่าจ้าง เงินสะสม เงินบำเหน็จ เงินโบนัส เงินปันผล หรือเงินอื่นใดที่ผู้กู้มีสิทธิได้รับเพื่อชำระหนี้ให้แก่ผู้ให้กู้ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ลาออกจากการเป็นพนักงานประจำของบริษัท ก. โดยไม่มีการแจ้งเป็นหนังสือให้จำเลยที่ 1 ทราบ นอกจากถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวแล้ว ข้อสัญญากู้ยืมยังชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 ผู้ให้กู้คำนึงถึงรายได้ประจำของโจทก์ที่ได้จากการเป็นพนักงานประจำของบริษัท ก. ในการให้กู้ยืมเงินว่ามีรายได้ประจำเดือนเพียงพอชำระหนี้หรือไม่ เพื่อให้จำเลยที่ 1 ผู้ให้กู้มีสิทธิหักเงินเดือน ค่าจ้างชำระหนี้จากการกู้ยืมดังกล่าว ซึ่งมีระยะเวลาผ่อนชำระหนี้นานถึง 350 งวด การที่โจทก์ลาออกจากบริษัท ก. ย่อมมีผลทำให้จำเลยที่ 1 ผู้ให้กู้ไม่สามารถหักเงินเดือนหรือค่าจ้างชำระหนี้เงินกู้ได้ การลาออกจากพนักงานประจำของบริษัท ก. จึงเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้จำเลยที่ 1 ผู้ให้กู้สามารถเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ได้ทันทีโดยถือว่าโจทก์ผิดข้อตกลงตามสัญญากู้ยืมข้อ 14 และหลังจากนั้นเมื่อโจทก์ขอเบิกเงิน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง