คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2530
ฎีกาที่ 3349/2530
หลักกฎหมาย
เจ้าพนักงานประเมินได้ส่งแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีการค้าแก่จำเลย ให้จำเลยนำเงินค่าภาษีมาชำระภายในกำหนด 30 วันตามพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 112 ทวิ มิฉะนั้นจะถูกเรียกเงินอีกร้อยละ 20 ของค่าอากรที่ต้องชำระหรือชำระเพิ่มเติมมาตรา 112 ตรี จำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินดังกล่าวแล้ว ไม่นำเงินค่าภาษีมาชำระภายในกำหนด กรมศุลกากรมีคำสั่งทั่วไปกรมศุลกากรที่ 3/2525 ข้อ 1.5 มีใจความว่า ถ้าผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินภาษีอากรมาชำระเกินกำหนด 3เดือน ขึ้นไปนับแต่วันที่ครบกำหนด 30 วัน จากวันที่ได้รับแจ้งให้เรียกเงินเพิ่ม 20 เปอร์เซ็นต์ ทุกรายคำสั่งทั่วไปของกรมศุลกากรดังกล่าว อธิบดีกรมศุลกากรก็ต้องเป็นผู้ออกคำสั่งนั้นทั้งตามมาตรา 112 ตรี ไม่ได้กำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่าให้อธิบดีกรมศุลกากร หรือผู้ที่อธิบดีมอบหมาย ต้องทำเป็นหนังสือเรียกเงินเพิ่มร้อยละ 20 จากผู้นำของเข้าโดยตรงทุกรายดังนั้น การส่งแบบแจ้งการประเมินดังกล่าว ฟังได้ว่าเจ้าพนักงานประเมินกระทำไปในฐานะผู้ที่อธิบดีมอบหมาย ทั้งไม่ปรากฏว่า การใช้ดุลพินิจของพนักงานประเมินที่กระทำในฐานะผู้ที่อธิบดีมอบหมายเป็นการไม่ชอบ และทางฝ่ายจำเลยก็มิได้มีพฤติการณ์อย่างใดที่สมควรจะให้งดเรียกเงินเพิ่มตามมาตรา 112 ตรี ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการเรียกเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือนของค่าอากรที่ต้องนำมาชำระตามมาตรา 112จัตวา จำเลยจึงต้องรับผิดในเงินเพิ่มร้อยละ 20 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากยอดเงินภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่ม รวมกับเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์นั้นเป็นการไม่ชอบ ถึงแม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 112 ตรีบัญญัติให้เรียกเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 20 ของจำนวนค่าอากรที่ต้องชำระและมาตรา 112 จัตวา บัญญัติให้เรียกเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1ต่อเดือนของเงินค่าอากรที่ต้องชำระเพิ่มเช่นนี้แล้ว แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่ากฎหมายได้บัญญัติทางแก้สำหรับกรณีลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ภาษีอากรที่ค้างชำระไว้โดยเฉพาะแล้วจะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ว่าด้วยดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดมาเรียกร้องเอากับลูกหนี้ซ้ำอีกหาได้ไม่ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระภาษีอากรเพิ่มเติม กับเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 20 ของอากรที่ต้องเสีย และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1ต่อเดือนของภาษีอากรที่ต้องเสียเพิ่มจนถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระทั้งสิ้น290,961 บาท 53 สตางค์คำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จดังนี้ถือได้ว่าโจทก์มิได้ขอให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของภาษีอากรที่ต้องเสียเพิ่มนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลจึงพิพากษาให้ไม่ได้.
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 224ป.วิ.พ. 142พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 112 ทวิพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 112 ตรีพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 112 จัตวา
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยนำเครื่องจักรและส่วนประกอบที่ใช้ในการทำอุตสาหกรรมไอศกรีมเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งจะต้องเสียภาษีอากรขาเข้าเป็นเงิน 749,633 บาท 30 สตางค์ แต่จำเลยเสียภาษีอากรขาเข้าเป็นเงิน 498,422 บาท 24 สตางค์ กับวางเงินประกันค่าภาษีอากรเพิ่มเติมไว้ให้โจทก์แล้ว 100,000 บาท จำเลยมีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรเพิ่มเติมให้โจทก์อีก 149,211 บาท06 สตางค์ กับต้องเสียเงินเพิ่มเป็นเงิน 29,842 บาท 22 สตางค์กับเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับแต่วันตรวจปล่อยเครื่องจักรและส่วนประกอบที่จำเลยนำเข้าคือวันที่ 20กุมภาพันธ์ 2521 จนถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 111,908 บาท 25 สตางค์ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 290,961 บาท 53 สตางค์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเงินให้โจทก์เสร็จ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ได้ฟ้องเรียกเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระ นับแต่วันที่ 20กุมภาพันธ์ 2521 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 111,908 บาท 25 สตางค์แล้วฉะนั้นที่เรียกเงินเพิ่มอีกไม่เกินร้อยละ 20 ของจำนวนค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม จึงไม่สมควรกำหนดให้เพราะเป็นการเรียกซ้ำอีกจำเลยชอบที่จะต้องชำระอากรที่ค้างกับเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนให้โจทก์เท่านั้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 261,119 บาท 31 สตางค์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2527 (วันฟ้อง)เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จให้แก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้นำเข้าจะรับผิดชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 20 ตามพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 112 ตรี ต่อเมื่ออธิบดีกรมศุลกากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมศุลกากรมอบหมายเรียกให้ชำระ การที่โจทก์เรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามแบบแจ้งการประเมิน เอกสารหมาย จ.9 ไม่ได้ความว่า อธิบดีกรมศุลกากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมศุลกากรมอบหมายได้เรียกให้จำเลยชำระเงินเพิ่มตามมาตราดังกล่าว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินเพิ่มตามมาตรา 112 ตรี จากจำเลย จึงพิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยนำเครื่องจักรและส่วนประกอบที่ใช้ในการทำอุตสาหกรรมไอศกรีมราคารวมเป็นเงิน 4,984,222.24 บาท เข้ามาในราชอาณาจักรโดยจำเลยเสียภาษีอากรขาเข้าในพิกัดอัตราศุลกากรร้อยละ 10และภาษีการค้ากับภาษีบำรุงเทศบาลรวมเป็นเงิน 498,422.24 บาทพร้อมกับวางเงินประกันค่าภาษีอากรเพิ่มเติมไว้ให้โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เห็นว่าจำเลยเสียภาษีอากรขาเข้ายังไม่ถูกต้องเพราะจำเลยจะต้องเสียภาษีอากรขาเข้าในพิกัดอัตราศุลกากรร้อยละ 15 เมื่อรวมกับภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลแล้วจะต้องเสียภาษีอากรเป็นเงิน747,633.30 บาท หลังจากนำเงินภาษีอากรที่จำเลยชำระไว้และเงินประกันค่าภาษีอากรเพิ่มเติมจำนวน 100,000 บาท มาหักออกแล้ว จำเลยจะต้องเสียภาษีอากรเพิ่มให้แก่โจทก์อีกเป็นเงิน149,211.06 บาท เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยนำเงินภาษีอากรเพิ่มมาชำระภายในกำหนด 30 วัน จำเลยได้ทราบแล้ว แต่ไม่นำมาชำระภายในกำหนด ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้คงมีว่า จำเลยต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ20 ของจำนวนค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 112 ตรี หรือไม่เห็นว่าตามพระราชบัญญัติศุลกากรมาตรา 112 ตรี เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจอธิบดีกรมศุลกากรหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายใช้ดุลพินิจเรียกเงินเพิ่มอีกไม่เกินร้อยละ 20 ของจำนวนค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มหรือไม่ก็ได้ จากผู้นำของเข้าหรือส่งของออกที่มิได้ชำระเงินอากรให้ครบถ้วนภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งแห่งมาตรา 112 ทวิ หรือผู้นำของเข้าหรือส่งของออกมิได้ปฏิบัติตามระเบียบ หรือเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 40 หรือมาตรา 45 เมื่ออธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายใช้ดุลพินิจเรียกเงินเพิ่มตามมาตรานี้แล้ว ถ้าไม่มีพฤติการณ์อันสมควรที่แสดงให้เห็นว่าการใช้ดุลพินิจของอธิบดี หรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายเป็นการไม่ชอบแล้ว ก็ไม่เป็นการสมควรที่ศาลจะสั่งให้ผู้นำของเข้าหรือส่งของออกไม่ต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มตามที่อธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายเรียกเงินเพิ่มไว้ ในกรณีนี้หลังจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ประเมินภาษีอากรขาเข้าพร้อมกับระบุให้จำเลยนำเงินค่าภาษีอากรขาเข้า มาชำระภายในกำหนด30 วันตามมาตรา 112 ทวิ มิฉะนั้นจะถูกเรียกเงินอีกร้อยละ 20ของค่าอากรที่ต้องชำระหรือชำระเพิ่ม ตามมาตรา 112 ตรี ปรากฏตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า และภาษีการค้าเอกสารหมาย จ.9และจำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินดังกล่าวแล้ว จำเลยไม่นำเงินค่าภาษีอากรขาเข้ามาชำระภายในกำหนดดังกล่าว ซึ่งทางกรมศุลกากรได้เคยมีคำสั่งทั่วไปกรมศุลกากรที่ 3/2525 ข้อ1.5 มีใ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง